บันทึกในค่ำคืนหนึ่ง

street-lamp-336556_1280ช่วงหลังเริ่มมาเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า เราไม่ได้เหมือนคนอื่น เราไม่ได้เป็นคนที่โหยหาอิสรภาพทางการเงินในแบบที่เขาโหยหากัน

จริงๆ แล้ว เราเป็นคนที่อยู่ได้ด้วยการทำงานด้วยซ้ำ เหมือนกับว่า เป็นคนที่ตีคุณค่าของตัวเองจากงานที่ทำ ไม่ใช่จากสิ่งของที่ซื้อหรือเป็นเจ้าของ ถ้าไม่มีงาน จะอยู่ไม่ได้ เพราะจิตใจมันอยู่ไม่ได้

ตอนเด็กๆ เป็นคนรักเสรีภาพมาก ทำให้เกลียดระบบโรงเรียน โดยเฉพาะต้องอยู่ในโรงเรียนที่เข้มงวดเรื่องระเบียบมาก รู้สึกว่าโรงเรียนคือกรงขังเด็ก พอออกมาทำงานประจำ ก็จะคิดถึงวันที่จะได้ self-employed อยู่ตลอด สุดท้าย เราก็ออกจากงานเป็นทำอาชีพอิสระจริงๆ เพราะไม่อยากตอกบัตร ไม่อยากมีเจ้านาย อยากทำงานที่ตัวเราเองเป็นคนเลือก ไม่ใช่คอยทำตามคำสั่ง เราไม่ได้เป็นคนขี้เกียจนะ แต่เราต้องชอบถึงจะขยัน อยากทำงานที่ชอบ เพื่อที่จะได้มีไฟในการทำงาน และตอนนั้นก็คิดว่า งานที่เรามี passion คือการเขียน

เมื่อก่อนผมเคยเข้าใจว่าใครๆ ก็รักเสรีภาพ แต่โตขึ้น ผมเพิ่งมาเข้าใจว่า ที่จริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบมีเสรีภาพ ชีวิตที่มีเสรีภาพ เป็นชีวิตที่หวิวๆ รู้สึกไม่ปลอดภัย ที่จริงคนส่วนใหญ่จะชอบให้มี ผู้นำที่คอยบอกพวกเขาว่าต้องทำอะไร หรือ มีสถาบันอะไรบางอย่างให้ยึดเหนี่ยวจิตใจมากกว่า เพราะมันเป็นชีวิตที่ง่ายกว่า พวกเขาอาจบ่นว่าอยากมีอิสระภาพ แต่ก็แค่บ่น ถ้าต้องมีเสรีภาพจริงๆ พวกเขากลับไม่ชอบ คนที่รักเสรีภาพจริงๆ จะมีอยู่น้อยมาก

ช่วงแรกๆ ที่ออกมาทำเอง สนุกมาก เพราะเรามีแผนไว้หมดแล้วว่า ถ้าออกจากงานมา จะทำอะไร ทำยังไง วางแผนเป็นขั้นๆ แล้วทำตามนั้น การได้ทำงานที่เราเลือกเองวางแผนเอง เป็นชีวิตที่สนุกมาก

แต่พอผ่านไปเจ็ดปี เราก็เริ่มเบื่อ งานที่เคยสนุกแม้ว่าจะเป็นงานอิสระ แต่การที่อยู่กับมันหลายๆ ปี สุดท้ายแล้วมันก็น่าเบื่อได้เหมือนกับงานประจำ ตอนนั้นเริ่มเข้าใจแล้วว่า จริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่ได้มีงานอะไรที่เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ หรอก ต่อให้มี passion กับงานนั้นแค่ไหน สุดท้ายถ้าต้องอยู่กับมันซ้ำๆ นานๆ ก็เราก็เบื่อได้หมด  passion มันหมดได้ เมื่อแรงขับหมด ก็ทำงานไม่ได้อีกแล้ว

เคยฟังคนหนึ่งเขาบอกว่า จริงๆ แล้วคำว่างานที่ชอบอาจจะไม่มีจริง แต่ที่เรารู้สึกชอบงานไหนอาจเป็นเพราะเราได้ลองทำงานนั้นแล้ว เราทำได้ดี พอทำได้ดี ก็มีคนชม พอมีคนชม เราก็มีกำลังใจ เราก็เลยชอบงานนั้น คือเราชอบเพราะว่าเราได้ feedback ที่ดีจากคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวงานนั้น ฉะนั้น ทำงานที่ตัวเองทำได้ดี ดีกว่างานที่ตัวเองชอบ และบางทีงานอะไรก็ลองทำไปเถอะ เพราะจะชอบหรือไม่ชอบมันไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่เกิด แต่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ลองทำแล้วต่างหาก

ถึงจุดนี้เราก็ได้เข้าใจต้วเองว่า ที่จริงเราไม่ได้มีงานอะไรที่เราเกิดมาเพื่องานนั้นจริงๆ หรอก แต่เราเป็นคนเบื่อง่าย งานที่เรารู้สึกสนุก คือ งานที่เรายังได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยังได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากงานนั้นต่างหาก แต่ถ้าทำต่อไปเรื่อยๆ จนไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้แล้ว เราก็จะเบื่อได้หมด อันนี้เป็นลักษณะที่เราสังเกตว่า ตัวเราไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่า เราเป็นพวกที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Dopamine ในสมอง ทำให้ต้องหาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในแง่หนึ่ง ผมว่ามันเป็นกรรมอย่างหนึ่งนะ

หลังจากรู้ตัวว่าเบื่อการเขียนหนังสือการลงทุนแล้ว ผมก็เริ่มจับงานอดิเรก เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เรา exercise creativity และมันเกี่ยวกับศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นเคยกับมันมาก่อน ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าการเข้าใจศิลปะได้ เป็นอะไรที่ท้าทายดี เพราะความเข้าใจศิลปะไม่เหมือนกับการเข้าใจวิทยาศาสตร์ คนที่ไม่เข้าใจก็คือไม่เข้าใจ แต่พอเข้าใจแล้ว มันเหมือนเข้าถึงอะไรบางอย่างได้ เป็นอะไรที่ท้าทายเรา

อีกอย่างที่ค้นพบตัวเองจากการลองทำพวกงานอดิเรกคือพบว่าตัวเองเป็นพวก creator คือ เราต้องกำลังสร้างอะไรบางอย่าง เราถึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ทำให้มีความสุข เราไม่ใช่ผู้บริโภค เราไม่ค่อยมีความสุขกับการบริโภค อีกอย่างที่รู้สึกเกี่ยวกับตัวเองคือ เป็นคนที่อินกับคำว่า “ความเป็นมืออาชีพ” มาก ชอบคนที่เก่งจริง รู้จริง ในงานที่ตัวเองทำมาก รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่บ่งบอกคุณค่าในตัวคนอย่างหนึ่งเลย แต่ไม่ใช่การใส่สูทผูกไทให้ดูเป็นมืออาชีพนะ แต่หมายถึงเก่งจริงๆ จะใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาก๊วย ทำอาหารอยู่ข้างถนนก็ได้ แต่ถ้ามีคนมารอต่อคิวเป็นชั่วโมงเพื่อจะได้กิน นั่นแหละมืออาชีพ ผมจะไม่ค่อยอินกับพวกศาสนาที่สัญญาเรื่องชีวิตหลังความตายเท่าไร ถ้าจะมีศาสนา ขอมีอาชีพเป็นศาสนาดีกว่า เช่น เป็นช่างไม้ที่เก่งที่สุด เป็นนักเปียโนที่เก่งที่สุด เป็นนักเขียนที่เก่งที่สุด อะไรทำนองนี้

ลองงานอดิเรกอยู่หลายอย่าง แต่ก็เลิกๆ ไป เพราะรู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์มากพอ จนกระทั้งมาเจองานไม้ที่เริ่มคิดว่าเหมาะกับตัวเอง ส่วนหนึ่งที่คิดว่าเป็นเพราะเราตั้งเป้าหมายให้ตัวเองที่จะเอางานไม้ไปขายใน Etsy ให้ได้ด้วย เป้าหมายนี้มันตอบโจทย์เรื่องคุณค่าในตัวเองให้เราได้อย่างดี เพราะการขายของได้ เป็นมาตรวัดที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เราทำอยู่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่ามันมีคุณค่า ไม่ใช่เราเห็นคุณค่าไปเองคนเดียว เขาถึงได้ยอมจ่ายเงินซื้อไง งานอดิเรกอย่างเดียวมันยังโหว่ๆ เพราะชอบอยู่คนเดียว หรืออย่างมากก็เอาไปให้คนอื่นเป็นของขวัญก็แค่นั้น ไม่รู้ว่าเขาชอบของเราจริงๆ รึเปล่า ไม่เหมือนกับงานอดิเรกที่เป็นธุรกิจได้ด้วย

ตอนนี้เริ่มได้สูตรสำเร็จประจำตัวว่า งานที่เราอยากทำ คืองานที่ทำให้ได้เราได้ exercise creativity และเป็นงานที่ทำเป็นธุรกิจได้ ถ้าตอบโจทย์ครบสองข้อนี้ได้ มันจะค่อนข้างเติมเต็มจิตใจของเราได้มากเลย ซึ่งช่วงนี้งานไม้สามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีมาก เป็นงานที่ทำให้เราอยากตื่นนอนทุกเช้าเพื่อมาทำ เหมือนปลุกจิตวิญญาณที่ตายไปแล้ว ให้กลับมาฟื้นคืนได้อีกครั้ง

แต่เราก็รู้ว่า สุดท้ายแล้ว เราก็คงเบื่องานไม้ในที่สุด ถึงเวลานั้นเราก็ต้องหางานใหม่ที่ตอบโจทย์เราได้ทั้งสองข้อแบบงานไม้ในเวลานนี้ และเป็นของใหม่ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรที่ใหม่ แต่ตอนนี้ของทำงานไม้ตรงนี้ไปให้สุดทางก่อน สุดท้ายแล้ว เราคงไม่มีจุดมุ่งหมายปลายทาง มีแต่ความสุขที่ระหว่างทาง ที่เราจะต้องคอยเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ

ป.ล. เดี๋ยวนี้เวลามีคนมาขอปรึกษาเรื่องเป้าหมายชีวิต ผมจะเลี่ยงๆ ตอบตลอด เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้เหมือนคนส่วนใหญ่ เราเป็นพวก 1% ที่มีเงื่อนไขของความสุขในแบบที่แปลกๆ ประสบการณ์ชีวิตของเราจึงเป็นสูตรสำเร็จให้ใครเขาไม่ได้ ก็เลยไม่อยากแนะนำใครแล้ว

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *