ประสบการณ์ กลายเป็นของมีค่า

โลกดิจิทัลทำให้ทำอะไรหลายอย่างมีต้นทุนในการสร้างลดลงมาก เช่น เพลง หนังสั้น หนังสือ เว็บข่าว รูปถ่าย การติดต่อสื่อสาร เป็นต้น เมื่อต้นทุนผลิตต่ำมาก ผลก็คือ โลกผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมามากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในแง่บวกมันคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะ ไม่ใช่แต่คนรวยหรือบริษัทใหญ่ๆ ที่จะผลิตของเหล่านี้ได้ แต่ปัจเจกทั่วไปก็สามารถผลิตได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง การผลิตออกมามาเกินไป ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของมันน้อยลง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นยังทำให้ราคาของสิ่งเหล่านี้ตกต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ลดลงจนเหลือ 0 ซึ่งหมายความว่าต้องฟรีเท่านั้น ถึงจะมีคนดู คนสนใจ

Keven Kelly กล่าวไว้ใน Inevitable ว่า การที่โลกดิจิทัลลดค่าของสิ่งเหล่านี้ลง ในทางตรงกันข้าม มันเพิ่มพูนมูลค่าให้กับของบางอย่างด้วย ของที่ว่าก็คือ ของอะไรก็ตามที่ save ไม่ได้ copy ไม่ได้ ซึ่งก็คือ สินค้าประสบการณ์ชีวิตนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ในขณะที่สินค้าจำนวนมากมีราคาลดลงทุกปี แต่สินค้าประสบการณ์กลับแพงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งแพงคนก็ยิ่งต้องการ เพราะคนสมัยใหม่จะเห็นคุณค่ากับของที่ตุนไม่ได้ save ไม่ได้

สินค้าประสบการณ์ที่ว่าก็เช่น การเข้าพักในโรงแรมระดับหรูที่สุด การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ การไปดูคอนเสิร์ตสดๆ การกินอาหารในร้านระดับมิชลินสามดาว การจ้างโค้ชส่วนตัว หมอผ่าตัดชื่อดังผ่าหัวใจให้คุณด้วยตัวเอง เป็นต้น เพราะเวลาส่วนตัวเป็นทรัพยากรที่เราขาดแคลนมากที่สุดในยุคดิจิทัล เราตุนเวลาไม่ได้ โค้ชแบ่งร่างไม่ได้ ต้องมาติวคุณทีละคน สินค้าพวกนี้จึงไม่โดนยุคดิจิทัลทำลายมูลค่า แต่กลับเพิ่มขึ้น ต่อไปมีแต่สินค้าพวกนี้เท่านั้นที่จะมีกำไรสูงๆ

ผมของเสริมแนวคิดนี้ด้วย สังเกตว่า คนสมัยนี้จะให้เวลากับการเล่นเวท การเลี้ยงลูกมาก เพราะมันคือกิจกรรมที่ไม่ว่าเราจะรวยแค่ไหน ก็จ้างคนมาทำแทนเราไม่ได้ จ้างลูกจ้างมายกเวทแทนเราไม่ได้ทำให้เรามีกล้ามมากขึ้น หรือจ้างลูกจ้างมาเลี้ยงลูกแทนเราไม่ได้ทำให้ลูกมีความผูกผันกับเราได้ เพราะคนสมัยนี้มีเวลาน้อยมาก สุดท้ายแล้วพวกเขาจึงสละเวลาให้กับกิจกรรมที่ใช้เงินทำแทนไม่ได้ และเห็นคุณค่ากับกิจกรรมเหล่านี้มากกว่ากิจกรรมอื่น (ยังไม่นับการไปเที่ยว ซึ่งเราไม่สามารถจ้างคนอื่นมาเที่ยวแทนเราให้เราสนุกได้ เราต้องไปเที่ยวเอง)

 

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *