มองวิวัฒนาการของอีคอมเมิร์ซ

มองย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน เทียบกับเวลานี้ วงการอีคอมเมิร์ซ เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรเลย

แต่ก่อนยังไม่ค่อยชัดว่า การที่ผู้ผลิตแต่ละคนทำร้านออนไลน์ของตัวเอง กับร้านออนไลน์แบบ marketplace (หรือบางคนเรียกว่า แพลตฟอร์ม) แบบไหนเวิร์กกว่ากัน แต่ตอนนี้เริ่มจะชัดแล้วว่า marketplace คืออนาคต

เหตุผลคงมีหลายอย่าง แต่ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ การทำ SEO ด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ยากขึ้นทุกวัน กูเกิลได้ปรับปรุงอัลกอริทึมของมันมาถึงจุดที่โกงได้ยากแล้ว เราต้องมีเนื้อหาที่คนอยากอ่านและไม่ซ้ำใครจริงๆ เท่านั้น ซึ่งถ้าเราไม่มี ก็ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณากับกูเกิลแทน การตลาดออนไลน์แบบไม่ต้องเสียเงินกำลังจะหายไป ซึ่งสุดท้ายแล้ว marketplace จะเหมาะกับสถานการณ์นี้มากกว่า เพราะจำนวนสินค้ามีเยอะกว่า การซื้อโฆษณาให้คนเข้าเว็บจึงคุ้มกว่าเมื่อหารต่อสินค้า หรือแม้แต่จ้างทีมงานมานั่งทำ SEO ก็คุ้มกว่าร้านเดี่ยวทำเช่นกัน

เฟสบุ้กเองก็เริ่มกรองข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เพจสินค้ามี Post Reach ต่ำกว่า 3% สุดท้ายแล้ว เพจต่างๆ ก็จำเป็นต้องจ่ายเงิน boost post เพื่อให้คนมองเห็น อุตสาหกรรมนี้กำลังจะเปลี่ยนไป ทุกคนจะต้องจ่ายเงินค่าโฆษณากับเฟสบุ้กหรือกูเกิล เพื่อให้คนเห็น คนๆ เดียวจึงมีค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดสูง marketplace เลยไปได้ดีกว่า แม้ว่าตอนนี้จะมีกูรูหลายคนยังบอกให้ทำเว็บของของของตัวเอง เพราะหวง asset กลัวเฟสบุ้กหรือลาซาด้าจะได้ประโยชน์ไปหมด แต่ผมว่าความคิดนี้จะล้าสมัยไปเรื่อยๆ (ความเห็นส่วนตัว) บางทีเราก็ต้องแบ่งให้คนอื่นรวยบ้าง เพื่อให้ pie ของเราใหญ่ขึ้น ไม่ใช่กินรวบคนเดียว แต่ไม่โต

เมื่อก่อนผมเคยคิดปรามาศว่า พวก marketplace ทุ่มเงินซื้อโฆษณาอีรุ่ยฉุยแฉะ แต่ตอนนี้ผมยอมรับว่าผมคิดผิด ที่จริงแล้ว Value ของ marketplace คือ การโฆษณานี่แหละ เพราะ marketplace ต้องทำให้คนรู้จักให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่มีใครอยากขายของใน marketplace ที่ไม่มีใครรู้จัก ถ้าแบบนั้นขายเองไม่ดีกว่าเหรอ ยิ่งโฆษณาให้คนซื้อรู้จักมาก คนซื้อก็จะยิ่งมั่นใจ เข้ามาซื้อของ เมื่อคนซื้อเข้ามามากๆ คนขายก็อยากเข้ามาขายของในเว็บนี้ เพราะต้องการทราฟฟิก ทำให้คนซื้อยิ่งเข้ามามากขึ้นเพราะมีสินค้าเยอะ วนไปเรื่อยๆ การโฆษณาจึงเป็นมูลค่าหลักของ marketplace ถ้าขึ้เหนียว Network Effects ของคนซื้อและคนขายจะไม่เกิด ทำให้กลายเป็น marketplace ที่ล้มเหลว

อีกเรื่องที่อีคอมเมิร์ซเปลี่ยนไปมากคือ ตอนนี้เริ่มเห็นการแยกธุรกิจ logistic ออกจากตัว marketplace มากขึ้น เรียกว่ายกภาระในการจัดส่งของทั้งหมดออกจาก Sellers ไปสู่บริษัทที่รับจ้างส่งของโดยเฉพาะ หรือเรียกว่า fullfillment ซึ่งไม่ใช่แค่ส่งของ แต่จัดเก็บคลังสินค้า และแพ็กของแทนเราด้วย ทำให้ Sellers โฟกัสที่การผลิตอย่างเดียวพอ เราเห็น supply chain ของวงการนี้ที่แยกส่วนธุรกิจชัดเจนมากขึ้น

เป็นไปได้ว่า อีกหน่อยร้านค้าใน marketplace ที่ซื้อมาขายไปอย่างเดียว จะถูกกำจัดออกจาห่วงโซ่ เพราะหมดประโยชน์ ในเมื่อคุณไม่ได้ส่งของเอง ไม่ได้ทำการตลาด ไม่ได้ผลิต แล้วคุณจะมีค่าอะไรอีก ค่าธรรมเนียมของการ fullfillment ที่ marketplace เรียกเก็บจากผู้ขายก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนที่ซื้อมาขายไปทำกำไรได้ยากขึ้นทุกที เพราะมาร์จิ้นไม่สูงพอ สุดท้ายแล้วจะเหลือแต่ผู้ผลิตโดยตรงที่มาขายของใน marketplace เอง ซึ่งผู้ผลิตยังไงก็ต้องพึ่ง marketplace ตลอดไป เหตุผลผู้ซื้อมักต้องการซื้อของหลากหลายในออเดอร์เดียวกัน จึงไม่เข้าไปซื้อของในเว็บของผู้ผลิตโดยตรง แต่เข้ามาซื้อของใน marketplace มากกว่า ทำให้ marketplace ยังอยู่ได้ต่อไป ยังไม่ถูกตัดออกจากห่วงโซ่แบบยี่ปั้ว ซาปั้ว

ว่ากันว่าปีหน้า marketplace ในไทยจะแข่งดุมาก เพราะมีรายใหญ่อีกหลายรายที่วางแผนจะกระโดดเข้ามาแย่งเค้กชิ้นนี้กัน น่าสนุกทีเดียว

 


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*