ลองนั่ง Uber ครั้งแรก

img_1350

ผมไม่เคยเรียกอูเบอร์สักที เพราะหาเหตุผลไม่ได้ บ้านไม่ได้อยู่ในซอย และไม่ค่อยอยู่ในสถานการณ์ที่หาแท๊กซี่ยากสักเท่าไร

พอดีช่วงนี้มีโปรโมชั่น 88 บาท 8 เที่ยว เลยต้องลองสักหน่อย หาเหตุผลในการเรียกได้แล้ว คือจะใช้โปรโมชั่นไง

app ถือว่าสั่งงานง่ายกว่า all thai taxi เพราะ response เร็ว ไม่อืดน่ารำคาญ มองเห็นได้เลยว่ารถวิ่งอยู่ตรงไหน อีกกี่นาทีจะมาถึง หน้าจอเข้าใจง่ายไม่มีซับซ้อน แถมการส่งข้อความพิเศษเพื่อช่วยให้คนขับหาเราเจอง่ายขึ้นได้ง่ายกว่า ตัว app ถือว่าน่าประทับใจ จะให้ดีกว่านี้ ถ้าตอนที่นั่งอยู่ในรถ เราดูได้ว่า ค่าโดยสารวิ่งไปเท่าไรแล้ว จะยิ่งดี

img_1349

คุยกับคนขับถึงได้ทราบว่า คนขับเองก็มีโปรโมชั่นด้วย เช่น ขับได้ 20 เที่ยวในห้าชั่วโมง หรือขับกลางคืน หรือขับที่รถติดมากๆ  จะได้เงินพิเศษ ซึ่งถ้าไม่มีโปรโมชั่นแบบนี้ ลำพังค่าโดยสารในอัตราปกติ คนขับ Uber ไม่น่าคุ้มเลย เพราะสตาร์ทแค่ 25 บาท บวก 4.5 บาทต่อกิโล (ถูกกว่าแท็กซี่มิเตอร์) แถมยังโดน Uber ชักเปอร์เซ็นต์ตั้ง 25% ยังไม่นับด้วยว่า คนขับส่วนใหญ่ใช้น้ำมัน ไม่ได้ใช้แก๊ส ต้นทุนจึงสูงกว่าแท็กซี่ ยิ่งบางคนใช้รถใหญ่ ถ้าไม่ได้ลูกค้าที่เรียก Uber Black ก็ยิ่งไม่คุ้มใหญ่ แล้วไหนจะมีต้นทุนจากการวนไปรับลูกค้าโดยไม่ได้เงินในช่วงที่วนไปรับอีกต่างหาก

เรียกได้ว่า ในภาวะปกติ ค่าโดยสารถูกกว่าแท๊กซี่ เพื่อจูงใจให้คนอยากใช้บริการ แต่ในด้านคนขับจะไม่คุ้มเลย ถ้าไม่มีโปรโมชั่นจากบริษัทมาช่วย

ส่วนตอนฝนตก หรือเมื่อรถติดมาก ช่วงนี้แท๊กซี่ชอบไม่ยอมไป จุดขายของ Uber จะเปลี่ยนจากราคาถูกมาเป็น availabilty คนขับ Uber จะได้เงินมากขึ้น เนื่องจากระบบ Price Bidding เช่น สองเท่า สามเท่า เป็นต้น ทำให้คนขับเต็มใจอยากได้ลูกค้าเสมอไม่ว่าจะไปไหน ลูกค้าเองก็ยินดีจ่ายแพง เพราะดีกว่าไม่ได้กลับบ้าน ในภาวะฝนตกรถติดจึงเป็นอะไรที่เวิร์กมาก

สรุปแล้วต้องมาถัวกันว่าช่วงปกติค่ารถถูก กับช่วงรถติดค่ารถแพง เน็ตกันแล้วจะกำไรหรือขาดทุน

แต่ในช่วงที่ยังต้อง grow user อยู่ Uber ยังมีอีกปัญหาคือ ต้องอัดโปรโมชั่น เพื่อสร้างฐานลูกค้า ตรงนี้ Uber ขาดทุนสาหัสนะ ในระยะยาวทำแบบนี้ไม่ได้แน่ ความเห็นส่วนตัวผมว่า Uber ในไทย อาจจะกำไรยาก ประเทศไทยมีอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน แต่ถ้าเป็นนิวยอร์ค ลอนดอน อะไรพวกนี้น่าจะไปได้ดี

คนขับบอกว่า ถ้าขับเต็มเวลา (ไม่ใช่พาร์ทไทม์) สัปดาห์หนึ่งน่าจะหาเงินได้หมื่นกว่าบาท ซึ่งถือว่าคุ้มมาก แต่จะให้ลาออกจากงานมาขับเต็มตัวคงไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่าอนาคตโปรจะเป็นยังไง หรือไม่แต่ Uber เองจะอยู่ได้ในระยะยาวหรือไม่ ตรงนั้นแหละที่เสี่ยง

แต่ยังไงก็เอาใจช่วยให้อยู่รอด เพราะผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกมากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*