บันทึกของ Existentialist

©

ตอนเด็กๆ คนเรามักไม่สงสัยเรื่องจุดมุ่งหมายของชีวิต เพราะผู้ปกครองและสังคมแวดล้อมจัดเป้าหมายชีวิตมาให้เราเลย เราถูกทำให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ต้องสงสัยเรื่องนี้เลย

ในเวลาเดียวกัน เด็กมักรู้สึกขาดเสรีภาพ อยากเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ จะได้มีอิสระ คิดเอง เลือกเอง สักที ไม่ต้องอยู่ในกรอบ

พอเข้าสู่วัยทำงาน บางคนก็เลือกที่จะเดินตามระบบต่อไป เช่น เป็นอาจารย์ เป็นทหาร เป็นข้าราชการ หรืออะไรก็ได้ ที่มีลักษณะเป็นสถาบันให้ยึดเหนี่ยว มีบันไดให้ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกษียณ ทำให้ไม่ต้องตอบคำถามเรื่องจุดมุ่งหมายของชีวิตอีกเลยจนตลอดชีพ ในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่ง เลือกที่จะมีเสรีภาพมากขึ้น เช่น ทำงานบริษัทเอกชน ที่เขาอาจจะเลิกจ้างก็ได้ ต้องดิ้นรนหางานใหม่เป็น หรือยิ่งกว่านั้นคือ คนที่เลือกเสรีภาพสูงสุด ทำอาชีพอิสระต่างๆ ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง รายได้ไม่แน่นอน ความมั่นคงไม่มี แต่มีอิสระสูง ไม่มีเจ้านาย เป็นต้น

เวลาที่คนเรายังไม่มีอิสระ เรามักโหยหาอิสระนั้น เราอาจคิดว่าเมื่อไรเราจะมีอาชีพอิสระสักที เมื่อไรจะไม่ต้องตอกบัตร แต่เวลาที่เราเกิดมีอิสระขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าด้วยตั้งใจ หรือโดยบังเอิญก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราจะรู้สึกได้ก็คือ ชีวิตที่เป็นอิสระนั้น มีภาระอีกแบบหนึ่ง คือภาระในการรับผิดชอบชะตาชีวิตของตัวเอง ไม่มีช้อยมาให้เลือก ต้องคิดเอง และต้องรับผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เราเลือกเอง โทษคนอื่นไม่ได้ รวมทั้งต้องจัดการกับความรู้สึกที่ไม่มั่นคง ไม่มีสถาบันให้ยึดเกาะ ฯลฯ คนที่ไม่เคย มักไม่เข้าใจภาวะแบบนี้ และอาจมองว่าชีวิตอิสระนั้นมีแต่ข้อดีอย่างเดียว หรือคิดว่า เรื่องพรรณนั้น ไม่เห็นจะมีอะไรยาก ฉันจัดการได้แน่นอน ขอให้ฉันได้มีอิสระเถอะ ถ้าได้มีอิสระจริงๆ แรกๆ ก็อาจจะมีความสุข เพราะเป็นช่วงฮันนี่มูนพีเรียด แต่หลังจากนั้น 3 ปี เช่น หลังจากไปเที่ยวรอบโลกติดต่อกันมา 3 ปี หรือแย่กว่านั้นคือแค่ไปเดินห้างช้อปปิ้งทุกวันเป็นเวลาสามปี เราก็จะเริ่มเบื่อสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเป้าหมายชีวิตของเรา และเริ่มตกใจว่า เราจะต้องอยู่แบบนั้นต่อไปให้ได้อีก บางคนก็อีก 50 ปี กว่าจะตาย แล้วต่อจากนั้นไป แต่ละวันเราจะทำอะไรดี ยิ่งถ้าเกษียณไว จะยิ่งลำบาก เพราะไม่มีเพื่อนๆ วัยเดียวกันว่างมาทำอะไรกับเรา เพราะพวกเขายังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพกันอยู่ ตอนนั้นเราจะเริ่มรู้จักต้นทุนของเสรีภาพ ซึ่งบางทีเราอาจเปลี่ยนใจไม่อยากมีเสรีภาพแล้วก็ได้ แต่ก็มักจะช้าไปแล้ว ถอยกลับไม่ได้ ภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่จะเกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อย

หรือแม้แต่คนที่เลือกเดินตามระบบ สุดท้ายก็ต้องเข้าสู่วัยเกษียณ พวกเขาก็จะรู้สึกแบบเดียวกันในปีแรกๆ ที่ไม่ต้องทำงาน มันทำให้เราเข้าใจว่า จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบเสรีภาพมากนักหรอก เพราะมันเป็นชีวิตที่ยากกว่า ต้องใช้ความเข้มแข็งสูงกว่า ชีวิตแบบที่มีคนอื่นกำหนดมาให้นั้นง่ายกว่า เพราะไม่ต้องคอยคิดอะไรเอง อุ่นใจมากกว่าเพราะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราคอยคุ้มครองเราอยู่ ไม่เหมือนคนที่ลอยแพอยู่กลางทะเลที่เวิ้งว้าง

คำตอบของวัยเกษียณสำหรับหลายๆ คนคือการเดินเข้าวัด ปฏิบัติธรรม แต่เอาเข้าจริงๆ มันเป็นแค่ทางเลือกที่แย่น้อยกว่าทางเลือกอื่นๆ เท่านั้น เพราะธรรมชาติของคนเราจริง ๆ ไม่ได้ชอบนั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืนหรอก บางคนก็หลอกตัวเองว่าไม่มีกิเลส แต่จริงๆ แล้ว ก็ยังมีอยู่ เพราะกิเลสช่างเป็นกลไกที่แสนจะธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่เราถูกสอนให้รังเกียจ กลายเป็นความทุกข์ลึกๆ ที่อยู่ข้างใน เอาเข้าจริงๆ คนเราจำเป็นต้องอยู่อย่างมีกิเลสเสมอ อยู่อย่างมีความหวัง อยู่อย่างมีความอยาก มีความฝัน มีเป้าหมาย มีคุณค่าบางอย่างในโลกให้พยายามมากกว่า

จริงๆ แล้วชีวิตที่ง่ายที่สุดคือชีวิตในระบบนั้นแหละ อย่ารีบเกษียณเลย ที่เรารู้สึกอยากมีอิสระ เพราะว่าเรายังไม่รู้จักต้นทุนที่แท้จริงของมัน เรามองแต่ด้านดี แต่ถ้าสมมติว่าต้องเกษียณ หรือดันเผลอรีบเกษียณตัวเองมาแล้ว ก็จงอย่าดับกิเลส เพราะชีวิตที่ไม่อยากอะไรเลย เป็นชีวิตที่อยู่ยากมากๆ เราโดนสอนมาว่ากิเลสเป็นสิ่งเลว ที่จริงแล้ว กิเลส เป็นกลไกตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด มันให้ทั้งคุณและโทษ จงอย่ารังเกียจมัน แต่พยายามจัดสรรชีวิตของเราให้มันให้คุณกับเราให้มากที่สุด และให้โทษกับเราให้น้อยที่สุดจะดีกว่า จงมีฝัน มีไฟ มีเป้าหมายใหม่ๆ อยู่เสมอตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ กล้าเสี่ยง กล้าทำสิ่งใหม่ๆ อย่ามัวแต่กลัวอันตราย อย่าอยู่แต่ใน comfort zone ชีวิตที่กล้าเสี่ยงอยู่เสมอเป็นชีวิตที่มีรสชาติมากกว่า นั่นคือวิธีดำรงชีวิตในแบบที่ไม่ฝืนธรรมชาติ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*