บันทึกของคนทำงานไม้ 2018

©

ปีนี้เป็นปีที่ยอดเยี่ยมของเป้าหมายการทำงานไม้ของผม เพราะผ่านไปไม่ถึงครึ่งปี ก็ทำยอดขายได้เท่ากับสามปีที่ผ่านมารวมกันในแง่จำนวนชิ้น แต่ถ้าเป็นจำนวนเงินนี่เกิน 2 เท่าตัวไปแล้วด้วยซ้ำ (เพราะขายของชิ้นใหญ่ขึ้นและแพงขึ้นกว่าสามปีที่ผ่านมา)

ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงขายดีขึ้น ทั้งที่ปีนี้ตัดสินใจไม่ลงโฆษณาเลย แต่ถ้าให้เดาเอาเอง น่าจะเป็นเพราะร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง ทำให้ search engine ของ Etsy เลือกสินค้าของเราขึ้นมาโชว์ให้ลูกค้าดูเพิ่มขึ้น เพราะมันเชื่อถือเรามากกว่าเดิม และอีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ Etsy เองก็กำลังฟื้นตัว มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นมาก หลังจากเปลี่ยนตัวซีอีโอเมื่อปีที่แล้ว (ราคาหุ้น Etsy เวลานี้ก็ทะยานขึ้นด้วยเช่นกัน)

ปีนี้เป็นปีที่ลองทุ่มเทเวลาให้งานไม้เป็นหลักด้วย  ก็ดีที่ขายดีขึ้น แต่ก็อาจเป็นโหมดที่เหนื่อยเกินไปหน่อย ไม่อยากเป็นโรงงานอุตสาหกรรม อยากเป็น Design Studio มากกว่า ดังนั้นคิดว่าต่อจากนี้คงต้องปรับแผน ให้ขายได้ในจำนวนหนึ่งก็พอ แต่มีเวลาสำหรับสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ และไม่ต้องรีบเร่งจนเกินไป อาจกำหนดไว้ว่าจะทำงานไม้ 2.5 วันต่อสัปดาห์ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ต้องรีบอยากให้เป็นร้านที่ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ต้องโตไวๆ ก็ได้

ลูกค้าส่วนใหญ่ยังมาจากสหรัฐฯ เป็นหลัก และดูเหมือนจะยิ่งเป็นอย่างนั้นมากขึ้นด้วย แต่ปีนี้เราก็ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหลายประเทศเลย อาทิ เบลเยี่ยม สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ฯลฯ

เวลานี้งานไม้กลายเป็นสิ่งที่มาช่วยชีวิต(ทางจิตวิญญาณ)ของผมไว้ได้พอดี เพราะช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมรู้สึกสิ้นหวังกับอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะกับประเทศเกิดของผมเอง ถ้าหากไม่มีงานไม้นี้โผล่เข้ามาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเหมือนกัน คงแย่เลย ผมสังเกตว่า งานไม้เป็นกิจกรรมที่ motivate ผมได้ เพราะการทำของให้คนอีกซีกโลกยอมควักเงินซื้อของเท่าเราทำ เป็นเป้าหมายที่ motivate ผมได้ดีมาก ดังนั้นต่อไปนี้งานไม้คงเป็นโฟกัสหลักอันหนึ่งของชีวิต และเวลาส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งของสัปดาห์จะเอาไปใช้หาแรงบันดาลใจอื่นเพิ่มเติมอีกสักหนึ่งอย่าง ซึ่งตอนนี้ก็กำลังทดลองค้นหาสิ่งนั้นอยู่ แต่คิดว่าคงหนีไม่พ้นอะไรที่มีความเป็น ศิลปะ+ธุรกิจ เพราะรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่มีสองสิ่งนี้อยู่ในอันเดียวกัน เป็นสิ่งที่ fulfill ผมได้ดีเลย

ข้อคิดอื่นๆ ที่ได้จากการทำงานไม้ในปีนี้มีดังต่อไปนี้

Engagement is not Conversion – ใครบางคนกล่าววลีนี้ไว้ มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คนที่มากดไลค์สินค้าในร้าน แทบจะไม่ใช่คนที่ซื้อของเลย บางคนก็มากดไลค์เพื่อทำ SEO ให้ตัวเองก็มี ดังนั้นจริงๆ แล้ว อย่าไปบ้าไลค์ บ้าฟอลโลเวอร์ ให้มากนัก มีแหกตาซะเยอะ สุดท้ายแล้วถ้าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนมาเป็นยอดขายไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คนที่ซื้อของใน Etsy ส่วนใหญ่ ไม่ได้กดไลค์ แต่อยู่ดีๆ ก็พุ่งเข้ามาซื้อเลย ตอนนี้ผมเลยลดความสำคัญในทำ Social Marketing ลง แต่หันมาทำสินค้าใหม่ๆ ป้อนร้านเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าให้ได้มากที่สุด อย่าทำให้ของขาด กลายเป็นสิ่งที่มีผลต่อ Conversion อย่างแท้จริง

เคยดูคลิปของคนที่ทำยอดขายให้ Etsy  ได้ในระดับ 10% แรกของ Etsy เขาบอกว่า การทำร้าน Etsy ต้องใช้เวลา 3 ปี กว่าจะมียอดขายที่ take off ซึ่งก็พบว่าเป็นแบบนั้นเลยสำหรับกรณีของผม นั่นคือ คนขายของออนไลน์ต้องอดทน ต้องคิดไว้เลยว่า ต้องใช้เวลาทำร้านอย่างน้อย 3 ปี กว่าจะเห็นผล อย่าถอดใจง่ายๆ เช่น ขายอะไรไม่ได้เลยให้หกเดือนแรก ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไป อย่าจิตตกล้มเลิกไปง่ายๆ เพราะจะไม่มีวันไปถึงจุดที่สำเร็จได้เลย ถ้าเลิกง่าย เพราะความเป็นจริงมันใช้เวลานานแบบนั้นจริงๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนสมัยนี้ เพราะเราอยู่ในยุค instant gratification

สามปีที่ผ่านมาทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า Learning Curve เลย ตอนทำร้านใหม่ๆ ยากที่จะทำกำไรได้ เพราะว่าร้านยังดูไม่น่าเชื่อถือ ย่อมต้องขายยากเป็นธรรมดา ต้องซื้อโฆษณาในช่วงแรก เพราะ search engine ยังไม่เชื่อถือ กลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น แถมยังไม่รู้ว่าสินค้าแบบไหนขายได้ แบบไหนขายไม่ได้ ต้องมีช่วงเวลาที่ต้องลองผิดลองถูก กลายเป็นต้นทุนสินค้าอีก การผลิตก็เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด เพราะอยู่ในช่วงเรียนรู้ไปทำไป ยอดขายที่ไม่มากก็ทำให้ลดต้นทุนต่อหน่วยได้น้อย แต่ถ้าอดทนให้ผ่านช่วงนี้ไป ปัจจัยทุกอย่างจะดีขึ้น ของเสียน้อยลง รู้มากขึ้นว่าการผลิตแบบไหนไม่เวิร์กจะได้ไม่ต้องผิดตั้งแต่เริ่มทำ สินค้าแบบไหนขายดีก็จะมีเซนส์มากขึ้น ทำให้โอกาสที่ทำของแล้วจะขายได้มีเยอะขึ้น dead stock น้อยลง ตอนหลังก็จะทำกำไรได้เอง บางคนชอบคิดว่าธุรกิจต้องมีกำไรทันที (โดยมากพวกนักลงทุนที่ไม่เคยทำธุรกิจมักมีความคาดหวังทำนองนี้อยู่) ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เหมาะกับโลกความเป็นจริงเท่าไหร่ โดยเฉพาะโลกยุคที่มีคนพร้อมจะเข้ามาขาดทุนได้นานๆ แล้วเราจะต้องรบกับคู่แข่งพวกนี้ แบบยุคนี้

ธุรกิจของแฮนด์เมด ไม่เหมือนธุรกิจส่วนใหญ่ เพราะคอขวดของธุรกิจนี้อยู่ที่การผลิต ไม่ใช่การตลาด เรามีเวลาจำกัด เพราะใช้เวลาผลิตนาน ทำให้มักจะผลิตไม่ทันขายเสียมากกว่า (ทั้งที่ขายดีหรือขายไม่ดีก็ตาม) การทำการตลาดแบบโปรยไปทั่ว หรือเพิ่มช่องทางการขายไปทั่ว อาจไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะคุณก็ไม่มีสินค้ามาป้อนตลาดได้พอเพียงอยู่ดี ไม่เหมือนธุรกิจ mass production ที่ส่วนใหญ่กำลังการผลิตจะไม่จำกัด แต่หาคนซื้อได้ไม่ทันที่ผลิตได้ แบบนั้นต้องทำการตลาดเยอะๆ เพื่อเพิ่มช่องทางระบายสินค้าให้ได้มากที่สุด

อิตาลี มีชื่อเสียงเรื่องอาหารมาก แต่ประเทศที่ครอบครองธุรกิจอาหารไปทั่วโลกกลับกลายเป็นสหรัฐฯ เช่น แมคโดนัลด์ เป็นต้น เพราะคนอิตาลีไม่เคยคิดเรื่องขายให้ได้เยอะๆ แต่คิดว่าทำอย่างไรจะทำให้สินค้ามีคุณภาพสูงที่สุดมากกว่า พวกเขายอมที่จะไม่โต เพื่อรักษาคุณภาพไว้ เช่น รถแลมโบกีนี ที่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นโรงงานแฮนด์เมดอยู่ แต่อิตาลีก็สามารถขายของแพงๆ ได้ มันเป็นเกมธุรกิจคนละเกมกัน คนทั่วไปอาจมองว่าทำธุรกิจแบบสหรัฐ ประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะครองโลกได้ แต่ผมกลับชอบและอยากทำธุรกิจให้ได้แบบคนอิตาลีมากกว่า

One thought on “บันทึกของคนทำงานไม้ 2018”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*