ความกลัวคือเรื่องใหญ่ของสังคมมนุษย์

©

เมื่อก่อนนี้เวลาพูดถึงความกลัว ผมมักจะนึกถึง กลัวเสือ กลัวงู หรือไม่ก็กลัวผี และก็คิดว่า ความกลัวไม่น่าจะเป็นประเด็นหลักของคนสมัยนี้แล้ว เพราะเรามีความเจริญมากขึ้น มีชีวิตทันสมัย ปลอดภัย อยู่ในเมือง ความกลัวเป็นเรื่องของบรรพบุรุษในอดีต

แต่ในความเป็นจริง ผมกลับพบทีหลังว่าไม่ใช่ จริงๆ แล้ว คนสมัยใหม่ก็ยังอยู่กับความกลัว แทบจะตลอดเวลา เรียกได้ว่า มันก็ยังครอบชีวิตของเราแทบทั้งชีวิตอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้เราจับไม่ได้เท่านั้นเอง

วัฒนธรรมของเราสอนว่า ผู้หญิงกลัวได้ แต่ผู้ชายต้องกล้าหาญ แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงหรือผู้ชายก็กลัวทั้งนั้น ดังนั้นผู้ชายจึงต้องมีวิธีปกปิดความกลัวที่ลึกกว่าผู้หญิง เหล้าเป็นทางออกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ เพราะเวลาผู้ชายวิตกกังวลอะไร ไม่สามารถร้องไห้ร้องห่มแบบผู้หญิงได้ แต่สามารถระบายออกได้ด้วยการเมา เพราะการเมาเป็นทางออกที่สังคมยอมรับสำหรับผู้ชาย เพราะเหล้าถูกยกให้เป็นเรื่องของผู้ชาย เป็นเรื่องที่แมน แต่ที่จริงแล้ว คือด้านที่อ่อนแอของผู้ชาย ที่ไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง เป็นการหลีกหนีโลกไปชั่วขณะ ด้วยการทำให้ตัวเองไม่มีสติ ซึ่งทำได้ เพราะว่าไม่ได้ถูกมองว่าขี้ขลาด

คนสมัยใหม่ไม่ต้องเจองู เจอเสือแล้ว แต่เรื่องน่ากลัวในชีวิตก็ยังมีอยู่ แต่มาในรูปของสังคม เช่น กลัวที่จะต้องตัดสินใจ กลัวที่จะต้องเลือก กลัวที่จะต้องเผชิญกับอนาคตที่ยังไม่แน่นอน และเราก็มีวิธีบำบัดความกลัวเหล่านี้ด้วยการไปไหว้เจ้า บนบานศาลกล่าว ไปหาหมอดู เหล่านี้เราอาจมองว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่จริงๆ แล้วมันคือการบำบัดความกลัวอนาคตที่ไม่แน่นอน ทำให้สบายใจ และคนสมัยใหม่ก็มีความกลัวเรื่องนี้สูงมาก สิ่งเหล่านี้ก็เลยกลายมาเป็นธุรกิจหมื่นล้าน

รวมไปถึงหนังสือ Self Help และโค้ชชีวิตต่างๆ ซึ่งตอบสนองคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าศาลเจ้า แต่ทำหน้าที่แบบเดียวกันก็คือช่วยบำบัดความกลัว ทำให้รู้สึกมั่นใจที่จะดำเนินชีวิตภายใต้ความไม่แน่นอน จะว่าไปหนังสือ Self Help อาจจะช่วยให้คนประสบความสำเร็จในชีวิตได้ 1-2% ของทั้งหมด แต่อีก 98% มันคือการช่วยทำให้สบายใจ ได้มีความฝัน ได้มีความหวัง โดยที่ไม่ต้องเป็นจริงก็ได้ แต่เสพจินตภาพก็มีความสุขแล้ว และนั่นคือหน้าที่และมูลค่าหลักของมัน

อุปสรรคและปัญหาชีวิตหลายๆ อย่างของคนเรามีต้นเหตุสำคัญมาจากความกลัวของเราเอง แต่เรามองไม่ออก และมักคิดว่าเกิดจากสาเหตุอื่นภายนอก เช่น คนอื่นไม่ดี ฉันเป็นคนไม่มีโชค เราทำบุญมาน้อย ฯลฯ ปัญหาที่เกิดจากความกลัวส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาที่วนลูป ทำให้หาทางออกไม่ได้ และเราก็ไม่ยอมออกจากลูปเอง เพราะว่าเรากลัว ก็เลยต้องทนไปเรื่อยๆ และก็มานั่งบ่น

ตัวอย่างเช่น เราไม่มีความสุขกับที่ทำงาน เราก็เอาแต่นั่งบ่นว่าเจ้านายไม่ดี เงินเดือนน้อย ฯลฯ ซึ่งที่จริงแล้ว ถ้ามันไม่ดี เราก็ต้องเปลี่ยนงานไปหางานที่ดีกว่า ถ้าตัวเราดีกว่าที่บริษัทเดิมให้ค่าจริงๆ เราก็ต้องหาที่ทำงานที่ดีกว่าที่เดิมได้ แต่เพราะเราไม่กล้าเปลี่ยนแปลง เราก็เลยต้องมานั่งบ่น นั่งทน ว่าที่ทำงานไม่ดี โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นแทน

บางคนไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง ต้องผ่าตัด แต่กลัวการผ่าตัดก็เลยยอมไม่ไปหาหมอ ทำให้อาการลุกลามไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ต้องผ่าตัดอยู่ดี แต่โอกาสหายมีน้อยลง เพราะตัดสินใจช้าไป บางคนไม่ยอมไปตรวจร่างกาย เพราะไม่อยากไปตรวจแล้วเจอโน้นเจอนี่ ทั้งหมดนี้คือการตัดสินผิดพลาดที่มีผลมาจากความกลัวของเราทั้งนั้น

บางคนอยากทำธุรกิจ แต่เลือกแล้วเลือกอีก ก็ไม่เอาเลยสักอย่าง อย่างนั้นก็ไม่ดี อย่างนี้ก็มีความเสี่ยง จริงๆแล้ว เราไม่กล้าลงมือทำ เพราะกลัวความล้มเหลวต่างหาก แต่เราหาข้ออ้างโน่นนี่นั่น เหตุผลร้อยแปด สุดท้ายเรายอมอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยตลอดชีวิต ยังดีกว่าทำแล้วล้มเหลว ทำให้ต้องเจ็บปวด พออายุมากขึ้น ก็หมดโอกาสที่จะลองทำธุรกิจจริงๆ เพราะมีภาระครอบครัว เสี่ยงไม่ได้ ก็เลยต้องพับความฝันไว้ตลอดกาล

แม้แต่การที่เราไม่รู้จักใคร ก็เป็นเพราะว่าเรากลัวที่จะทักหรือเข้าหาคนอื่นก่อน กลัวจะถูกปฏิเสธก็เลยเลือกที่จะเงียบไว้คนเดียวดีกว่า ซึ่งก็เป็นผลมาจากความกลัวของเราเองทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะคนอื่นหรอก

ไล่ไปเรื่อยๆ ก็ไม่จบ จะเรียกได้ว่า ปัญหาชีวิตแทบทุกอย่างมีสาเหตุมาจากความกลัวทั้งนั้น เพียงแต่เราจะมองออกมั้ย หรือว่าเราจะหลอกตัวเองว่าเป็นเพราะปัจจัยภายนอก เพราะเรากลัวที่จะเป็นคนผิดในทุกๆ เรื่อง

One thought on “ความกลัวคือเรื่องใหญ่ของสังคมมนุษย์”

  1. มีคนถาม ริชาร์ต แบรนสัน ว่า เปิดเผยวิธีทำธุรกิจหมดเปลือก ไม่กลัวโดนเลียนแบบ เหรอ ริชาร์ตว่า ไม่น่ากลัวเลย ไม่มีใครกล้าทำหรอก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*