the story of human body – เรื่องเล่าของร่างกายมนุษย์ โดย Daniel Lieberman

©

เป็นหนังสือชีววิทยาที่อ่านต่อจากยีนเห็นแก่ตัว และก็เป็นหนังสือที่เปิดโลกผมอีกแล้ว มันช่วยตอบคำถามหลายๆ ข้อที่ผมสงสัยเกี่ยวกับวิวัฒนการมานานแล้ว

ข้อสรุปที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยดูจากลักษณะของฟัน เป็นทฤษฎีที่ผิดโดยสิ้นเชิง จริงๆ แล้ว ลิงอาจเป็นบรรพบุรุษของเรา และพวกมันก็กินพืช แต่ร่างกายของเราวิวัฒนาการเลยจุดนั้นไปแล้ว เรามีมือที่จับเครื่องมือได้ ทำให้บดเนื้อสัตว์ก่อนเข้าปากได้ จนลำไส้ของเราวิวัฒนาการจนมีขนาดเล็กลง เพื่อให้สมองเราใหญ่ขึ้น เราจึงไม่เหมาะจะกินอาหารแบบลิงอีกต่อไปแล้ว  แต่เราเป็นสัตว์ที่กินอาหารหลากหลาย ตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ล่า และต้องพึ่งพาการปรุงอาหารเหล่านั้นด้วยมือและสมองก่อนจะเอาเข้าปากด้วย

ร่างกายของมนุษย์ก็วิวัฒนการมาเพื่อการ”เดินทางไกล” พวกลิงเดินวันละแค่ 2 กม ปีนต้นไม้เป็นหลัก พวกมันมีมือยาว แต่ขาสั้น ในขณะที่คนในยุคผู้ล่า เดินได้วันละ 10-15 กม. และปีนต้นไม้มากๆ แบบลิงไม่ได้แล้ว เพราะขายาวขึ้นเพื่อให้เดินได้ไกลขึ้น แต่ไม่เหมาะจะปีนต้นไม้อีกต่อไป

สิ่งเดียวที่ homo sapian มีแต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่มีคือ วัฒนธรรม ซึ่งทำให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ข่าวสารระหว่างกันได้ มนุษย์จึงเป็นสัตว์ที่ต้องอยู่รอดได้ด้วยการทำงานเป็นทีม (ผู้ล่า) และเราอาศัยการลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่ของเราเป็นอย่างมาก เพื่อที่เราจะไม่ต้องผิดพลาดแบบเดียวกัน ทำให้เราพัฒนาไปได้เร็ว

แต่วัฒนธรรมก็สร้างปัญหาให้เรามากเช่นกัน เพราะคนเราหันมาปรับตัวด้วยวัฒนธรรม (นวัตกรรม) ทำให้วิวัฒนาการของร่างกายปรับตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปไม่ทัน ตั้งแต่เราเลิกเป็นผู้ล่า และหันมาอยู่กับที่เพื่อเพาะปลูก เราเริ่มเป็นโรคต่างๆ ที่ผู้ล่าไม่เป็น เช่น เบาหวาน ฟันผุ กระดูกพรุน ฟันคุด เท้าแบน สายตาสั้น ซึมเศร้า ปวดหลัง ภูมิแพ้ กรดไหลย้อน และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เราจะเป็นโรคแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราคิดวิธีรักษาโรคอาการของพวกนี้ ทำให้เราอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไม่เกิดการคัดเลือกทางพันธุกรรมตามธรรมชาติ คนที่มีพันธุกรรมที่จะเป็นโรคพวกนี้จึงอายุยืนและมีลูกต่อไป ทำให้พันธุกรรมพวกนี้ไม่ถูกกำจัดออกไปจากเผ่าพันธ์ของเรา

ผมเคยสงสัยว่า ทำไมเมื่อก่อนคนญี่ปุ่นตัวเตี้ย (ไอ้ยุ่น) แต่ภายในเวลาแค่ไม่กี่สิบปี คนญี่ปุ่นกลายเป็นคนตัวสูง วิวัฒนาการต้องใช้เวลาเป็นล้านปีมิใช่เหรอ ที่จริงแล้ว คำตอบก็คือ หลายสิบปีที่ผ่านมา ยีนของคนญี่ปุ่นแทบจะไม่เปลี่ยนเลย แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ สิ่งแวดล้อม ได้แก่ โภชนาการที่ดีขึ้นต่างหาก คนญี่ปุ่นมียีนที่ทำให้สูงได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ยังไม่ได้รับอาหารที่ดี เลยทำให้ยีนเหล่านั้นไม่แสดงพลังออกจากจนกระทั้งเร็วๆ นี้ นั่นแสดงว่า ที่จริงแล้ว สิ่งแวดล้อมมีผลต่อลักษณะของคนอย่างมาก

โรคเบาเหวานก็เช่นกัน คนเรามียีนที่จะเป็นเบาหวานได้มาตั้งแต่สมัยผู้ล่าแล้ว แต่ผู้ล่าไม่เป็นเบาหวาน เพราะไม่เคยกินอาหารที่กระตุ้นยีนเหล่านี้ พอเรารู้จักเพาะปลูก ทำให้กินคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น เราก็เริ่มเป็นเบาหวาน ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปในร่างกายของคนเราหลังยุคผู้ล่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เป็นปัญหาของ lifestyle mismatch

ยุคผู้ล่า คนตายเพราะโรคติดเชื้อเป็นส่วนใหญ่ พอมายุคเพาะปลูก เราตายเพราะขาดอาหารมากขึ้น ปัจจุบันการแพทย์ดีมาก เราไม่ตายด้วยโรคพวกนี้ อายุยืนขึ้น เลยต้องเป็นโรคคนแก่เยอะขึ้น กอปรกับวิถีชีวิตที่กระตุ้นโรคคนแก่มากขึ้นด้วย กลายเป็นว่า คนเราอายุยืนขึ้น แต่มีชีวิตที่ต้องทนทรมานกับโรคคนแก่มากกว่าเดิม ซึ่งในแง่หนึ่ง มันแย่ลง

ถ้าอยากให้แก่อย่างสุขภาพดี ต้องหันมาเปลี่ยนวิถีชีวิตให้คล้ายผู้ล่ามากขึ้น ได้แก่ การเดินและออกแรงวันละมากๆ กินเนื้อสัตว์และผักผลไม้เป็นหลัก กินคาร์โบไฮเดรตให้น้อย กินน้อย นอนกับพื้น ใช้รองเท้าที่ไม่นุ่มเกินไป เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่อนามัยจัดเกินไป  ฯลฯ

2 thoughts on “the story of human body – เรื่องเล่าของร่างกายมนุษย์ โดย Daniel Lieberman”

  1. เอากระสอบข้าวสารมาแบกเลยครับ

  2. เทคโนโลยีทำให้คนโง่ ขี้โรค ขี้เกียจ ขยายพันธุ์มากยิ่งขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*