เอาตัวรอดในโลกยุคมายา

©

ผักผลไม้ในตลาดทุกวันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้

สารเคมีมีความจำเป็นต้องใช้ เพราะถ้าไม่มี ผักผลไม้ก็จะไม่มีหน้าตาที่สมบูรณ์แบบ ไม่แหว่ง ลูกใหญ่ ใบใหญ่ สีสดใส สวยงามน่ากิน

ผู้บริโภคชอบผักผลไม้ที่ดูสมบูรณ์แบบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะของที่สมบูรณ์แบบดูเหมือนของที่สะอาดมากกว่า ได้มาตรฐานมากกว่า อีกส่วนหนึ่งคือ เราเคยชินกับผักผลไม้ที่ดูสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่เราจะกลับไปกินผักผลไม้ที่หน้าตาไม่ดีได้แล้ว

ถ้าผักผลไม้ยี่ห้อไหน ใช้สารเคมีเพื่อทำสินค้าดูดีกว่า ยี่ห้ออื่นก็ต้องทำตามบ้าง มิฉะนั้นจะขายไม่ได้ ผู้บริโภคไม่ซื้อ จึงเป็นเกมที่บังคับให้ผู้ผลิตทุกคนต้องแข่งกันใช้สารเคมี ถ้ายังอยากขายต่อไป

ใช่ว่าผู้บริโภคจะไม่รู้ แต่สุดท้ายแล้วผู้บริโภคก็หยิบของที่ดูดีอยู่ดี สมัยนี้มีคำว่าออกานิคออกมาดึงดูดผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่ใส่ใจคุณภาพ แต่สินค้าออกานิคมีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก และสินค้าออกานิคแท้ๆ จะดูไม่สมบูรณ์แบบด้วย สุดท้ายแล้ว เมื่อคนหันไปซื้อผลไม้ออกานิคมากขึ้น ผู้ผลิตทุกรายก็หันมาทำออกานิคขายบ้าง เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น การลดต้นทุนก็ต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน สุดท้ายแล้ว ออกานิกก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง ราคาถูกลงเรื่อยๆ จนเท่ากับของไม่ออกานิคได้อย่างน่าประหลาด แต่ผู้บริโภคก็ชอบของที่ถูกกว่าอยู่แล้ว ก็เลยเลือกยี่ห้อเหล่านั้น สุดท้ายแล้ว ตอนนี้หน่วยงานรัฐออกมายอมรับ คำว่า ออกานิค ในตลาดทุกวันนี้เชื่อไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

มันเป็นเกมที่ผู้ผลิตทุกรายต้องโกง ต้องหลอกลวง หลอกในสิ่งที่จับไม่ได้ หลอกในสิ่งที่มีช่องว่างทางกฎหมาย ถ้าหากไม่ทำ คนอื่นก็ทำ เพราะว่ามันจับไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็เลยต้องโกง

ผักผลไม้ เป็นแค่ตัวอย่างเดียวเท่านั้น จะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ สินค้าแทบทุกวงการ ก็มีลักษณะแบบนี้ ถ้าไม่ถึงขนาดทำผิดกฏหมาย ก็ทำลายสุขภาพผู้บริโภค ในแบบที่ผู้บริโภคไม่รู้ หรือบางทีก็รู้แต่ว่าไม่แคร์เอง เมื่อทั้งคนซื้อและคนขายเป็นแบบนี้ ทุกคนก็ต้องตามน้ำไปโดยปริยาย

วงการอาหารก็เป็นแบบนี้ ทุกคนทำอาหารให้หวานเกิน เค็มกิน มันเกิน เพราะรู้ว่าทำให้อาหารน่ากินมากกว่า ซึ่งก็ว่าไม่ได้ เพราะผู้บริโภคเองก็ต้องการจะกินของแบบนั้น สุดท้ายแล้ว ทุกร้านก็ต้องเพิ่มความหวานมันเค็มขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อดึงลูกค้า

ถ้าไปดูวงการอื่นๆ ก็จะเห็นสภาวะการณ์แบบนี้ วงการหนังสือก็มีแบบนี้ วงการโซเซียลมีเดีย ฯลฯ อันที่จริง สมัยก่อนก็มีแบบนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะในวงการรับเหมา วงการรับงานโปรเจ็ค ต่างๆ แต่สมัยอาจเป็นเพราะผู้ผลิตสื่อสารกับผู้บริโภคเองได้ง่ายขึ้น ผ่านโซเซียลมีเดียต่างๆ ทำให้ธุรกิจแข่งขันกันที่การสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้น ล่อลวงง่ายขึ้น เยอะขึ้น รึเปล่าก็ไม่แน่ใจ

จริงๆ แล้ว ปัญหานี้ควรโทษใครดี?

บางคนบอกว่าควรโทษผู้ขายที่ขาดจิตสำนึก ซึ่งเป็นวิธีการอธิบายปัญหาแบบอุดมคติมาก เพราะที่จริง ผู้ขายที่มีจิตสำนึกก็น่าจะมีอยู่ แต่ภายใต้การแข่งขันทางการค้า ผู้ขายเหล่านั้นน่าจะแพ้ไปหมดแล้ว มันถึงได้เหลือแค่ผู้ขายที่ไม่มีจิตสำนึกไงล่ะ ดังนั้นจะโทษว่าผู้ขายขาดจิตสำนึก ก็ไม่น่าจะได้ เพราะมีจิตสำนึกแล้วมันอยู่ไม่ได้

บางคนบอกว่าถ้าแบบนั้นก็ต้องโทษผู้ซื้อเอง ที่ให้รางวัลผู้ขายที่โกง ลงโทษผู้ขายที่ดี  ถ้าเชื่อตามทฤษฎีนี้ ก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่า ผู้บริโภคทำแบบนั้นเพราะว่าอะไร เพราะว่าไม่รู้ หรือว่าเพราะรู้แต่ก็ยังทำอยู่ดี

ในกรณีแรก ผู้บริโภคเลือกผิดเพราะว่าไม่รู้ เนื่องจากขาดความรู้ในตัวสินค้า เช่น ไม่รู้ว่า ผลไม้ออกานิคดูยังไง หรือไม่รู้ว่าการกินหวานเกิน เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แบบนี้ก็ต้องโทษรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ให้ข้อมูลผู้บริโภคให้มากเท่าที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เพราะตลาดเสรีมีปัญหาเรื่อง Asymmetric Information ซึ่งรัฐต้องมีหน้าที่ลดปัญหาตรงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

แต่ถ้าผู้บริโภครู้ข้อมูลดี แต่ก็ยังเลือก เช่น รู้ว่าหวานมากไม่ได้ แต่ยอมอายุสั้นเอง เพราะว่าอยากกินของอร่อยๆ ในเวลานี้มากกว่า ถ้าแบบนั้นก็ว่ารัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐให้ข้อมูลแล้ว แต่ผู้บริโภคก็ยังเลือกเอง ถือว่าเป็นเรื่องของเขา ถ้าแบบนั้นเรายังจะไปห้ามผู้บริโภคอีก เช่น ออกกฎหมายห้ามขายของหวานไปเลย แบบนี้เรียกว่ารัฐบาลเสือกมากเกินไปแล้ว ซึ่งถ้าหากเป็นกรณีนี้จริงๆ แล้วโทษใครไม่ได้เลย เพราะรัฐบาลก็ไม่ผิด ผู้บริโภคก็ไม่ผิด แต่ผู้บริโภคชั่งใจแล้วเลือกแบบนั้นเอง

เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเองก็ถึอหลักแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเห็นคนรอบข้างเลือกอะไรแบบโง่ๆ อย่างมากเราก็ทำได้แค่ให้ข้อมูลเขา แต่ถ้าให้ข้อมูลเขาแล้ว เขาก็ยังจะเลือก นั่นคือสิทธิส่วนบุคคลของเขา เราไม่ควรเข้าไปยุ่ง ส่วนถ้าเราเป็นผู้ขาย ถ้าเลือกได้ เราก็คงไม่เข้าไปในวงการที่ถูกบีบให้ต้องหลอกคนเสียตั้งแต่แรก แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็พูดยากเหมือนกันว่าควรจะทำยังไง แต่ละคนก็คงต้องไปคิดตัดสินใจกันเอาเอง

One thought on “เอาตัวรอดในโลกยุคมายา”

  1. ศัลกรรม จมูก ผิว พุง นม ก็เช่นกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*