ระบบเจ้าขุนมูลนาย การคอรัปชั่น และ ความขัดแย้งทางจริยธรรม

©

สังคมไทยแต่เดิมมีระบบเจ้าขุนมูลนาย เป็นวิธีการจัดระเบียบทางสังคม

โดยไพร่ทุกคนจะต้องถูกเกณฑ์ให้สังกัดเจ้านาย อาจเป็นพระมหากษัตริย์ หรือขุนนาง เพื่อใช้แรงงาน

ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไพร่จะถูกเกณฑ์ปีละ 6 เดือน และเป็นอิสระอีก 6 เดือน สลับกันไป ไปจนถึงอายุ 60 เลย

ในระหว่างที่ถูกเกณฑ์ ไพร่มีหน้าที่ทำตามที่เจ้านายสั่ง เช่น ปรนนิบัติรับใช้นาย ทำไร่ทำนาให้นายเพื่อให้นายเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เกิดขึ้น ในช่วงที่เป็นอิสระถึงจะสามารถไปทำงานเพื่อเอาผลผลิตเป็นของตัวเองได้ ที่จริงจุดประสงค์ส่วนหนึ่งของการเกณฑ์แรงงานก็คือการเก็บภาษีทางอ้อมนั่นเอง เนื่องจากสมัยก่อนไพร่ทั่วไปไม่มีเงินทอง ก็ต้องเก็บภาษีด้วยการให้ใช้แรงงานแทนนั่นเอง

ถ้ามองในแง่อีกหนึ่ง มันคือการจัดระเบียบสังคม คือทุกคนต้องสังกัดนาย เพื่อรับคำสั่ง และใช้แรงงาน เพื่อให้มีการผลิตเกิดขึ้น ทำให้เศรษฐกิจหมุนไป และยังเป็นการควบคุมคน เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐด้วย

การที่ไพร่ต้องสังกัดนาย ไพร่จึงมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของนาย ทำให้นายพอใจ นายจะสั่งอะไรก็ได้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ห้ามถาม ห้ามเถียง และหลีกเลี่ยงที่จะทำให้นายโกรธทุกกรณีเพื่อมิให้ต้องถูกลงโทษ ดังนั้น การทำให้นายพอใจ ซึ่งรวมถึงการเอาอกเอาใจ ยกยอ หรือแม้แต่สอพลอนาย คือ พฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ และเป็นลักษณะของไพร่ที่ดี

แต่พอตอนหลัง เรารับเอาระบบของตะวันตกเข้ามา มีแนวคิดเรื่องประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพ ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน การไปทำงานที่บริษัท ก็เหมือนกับเป็นการไปรับจ้างอย่างหนึ่ง ทำไปตามหน้าที่ มีกฎระเบียบขององค์กรให้เดินตาม แต่ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเอาอกเอาใจผู้จัดการ จะเป็นพนักงานที่ดีหรือไม่อยู่ที่ทำงานได้ตามหน้าที่แค่ไหน ไม่ใช่เลียนาย การที่วันๆ เอาแต่ประจบสอพลอนาย ไม่ทำงาน กลับกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของพนักงานในสังคมสมัยใหม่ไป ระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นวิธีจัดระเบียบทางสังคมแบบใหม่แทนระบบเจ้าขุนมูลนาย

เลยกลายเป็นความขัดแย้งทางจริยธรรมของสังคมที่รับเอาระบบตะวันตกเข้ามา แต่ยังมีรากเดิมที่ขัดแย้งกันอยู่ เราจึงเห็นคนจำนวนมากที่ยังคงนิยมการเอาอกเอาใจนายเป็นหลัก เพื่อให้ได้ดี และเจ้านายเองก็ยังติดอยู่กับวัฒนธรรมดั่งเดิมอยู่ คือชอบลูกน้องที่เอาอกเอาใจ ถึงเวลาพิจารณาเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่ง ก็ยังให้คุณให้โทษตามแต่ว่าลูกน้องคนไหนที่ทำให้ตนพอใจหรือไม่พอใจอยู่ ไม่ได้มองที่ผลงาน การจะแก้หรือเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมแบบเดิมก็ทำได้ยาก เพราะว่ามันคือรากเดิมของวัฒนธรรมของเรา มันเป็นสิ่งที่เคยถูกบอกว่าเป็นเรื่องถูกต้องดีงามมาก่อน แต่อยู่ๆ ก็มาบอกว่าเป็นเรื่องผิดไปเสียแล้ว ใครจะเปลี่ยนความคิดเรื่องจริยธรรมของตัวเองแบบชั่วข้ามคืนได้

การต่อต้านการคอรัปชั่น ก็เช่นเดียวกัน เป็นวัฒนธรรมที่เรารับมาจากตะวันตก สังคมตะวันตกเป็นวัฒนธรรมแบบตัวใครตัวมัน (ปัจเจกนิยม) ทุกคนทำหน้าที่ของตัวไป ได้ดิบได้ดีก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลว่ากันเป็นคนคนไป แล้วแต่ความสามารถและผลงานที่ทำ ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นญาติใคร ใครเป็นเพื่อนใคร ในขณะที่วัฒนธรรมของไทยเราแต่เดิมคือ ต้องเห็นญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องมาก่อนคนแปลกหน้า ต้องรักพวกพ้อง มีน้ำใจเพื่อนฝูง ตายแทนกันยังได้ การเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่เป็นญาติของเราเองก็ถือว่าเป็นคุณธรรมความดีงามที่พึ่งจะต้องมี คนที่ตัดสินไปตามเนื้อผ้าไม่คิดถึงหน้าอินทร์หน้าพรหมคือพวกที่ไม่เอาใคร แปลกแยก เห็นแก่ตัว บางกรณีการช่วยเหลือเพื่อให้ญาติและเพื่อนได้สิทธิพิเศษก็คือ ความกตัญญู ความเคารพผู้ใหญ่ และความรักหมู่คณะ ด้วยซ้ำ ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณธรรมที่พึงประสงค์ของคนไทยทั้งสิ้น การเอาแต่กฎเกณฑ์ เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งขัดแย้งกับค่านิยมแบบไทย เช่นนี้ การต่อต้านการคอรัปชั่นแบบตะวันตก จึงไม่ได้ผล

ไพร่ในสมัยอยุธยาตอนปลายที่พอจะมีเงินมีทอง สามารถใช้เงินไถ่ถอนตัวเอง เพื่อมิให้ต้องถูกเกณฑ์แรงงานปีละ 6 เดือนได้ (เรียกว่า ไพร่ส่วย) ใครมีเงินก็ซื้ออิสระได้ ใครไม่มีก็ต้องเกณฑ์แรงงาน ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องถูกต้องทุกอย่าง แต่สมัยนี้ การยัดเงินพัสดี เพื่อจะได้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ถือเป็นสิ่งที่ผิด  เป็นการติดสินบน เป็นการคอรัปชั่น ไปเสียแล้ว

เช่นนี้การแก้คอรัปชั่นจึงเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นการฝืนวัฒนธรรมอันดีงามแต่ดั้งเดิมของไทยเราเอง ซึ่งปกติย่อมไม่มีใครกล้าบอกอยู่แล้วว่า วัฒนธรรมของประเทศเราเองไม่ดี ดังนั้นเวลาที่มีความขัดแย้งทางจริยธรรมเกิดขึ้นในจิตใจ มนุษย์ย่อมหาทางออกทางจริยธรรม ด้วยการอธิบายเรื่องนี้แบบแยกสมอง ตัวอย่างเช่น เวลาพูดถึงในบริบทของคนใกล้ตัวเราเอง เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง เราจะมองว่า การช่วยเหลือญาติสนิทให้ได้ประโยชน์ในที่ทำงาน หรือองค์กรที่สังกัดต่างๆ คือพฤติกรรมที่ถูกต้อง เหมาะสมแล้ว ในฐานะที่เป็นคนไทย แต่เวลาพูดถึงการเอื้อประโยชน์กันเองของคนใกล้ชิดของคนที่ไกลตัวเราออกไป เช่น นักการเมือง ซึ่งเราไม่มีหน้าที่ต้องเอื้อญาติ เราก็จะบอกว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นพฤติกรรมที่ชั่วร้าย ตามคติตะวันตก ทั้งที่จริงๆ แล้ว นักการเมืองก็กำลังทำแบบเดียวกับเรา คือ ช่วยเหลือญาติ ช่วยเหลือเพื่อน ช่วยเหลือผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือพรรค ของพวกเขาในบริบทที่เป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเขาเหมือนกัน แบบเดียวกับที่เราทำ หรือบางคนก็แยกว่า การคอรัปชั่นหมายถึงเรื่องเงินทองเท่านั้น การให้สิทธิพิเศษต่างๆ กับคนใกล้ตัว ไม่ถือว่าเป็นการคอรัปชั่น เพราะว่าไม่ได้เป็นการโกงเงิน ก็มี

การแยกสมองกับการกระทำแบบเดียวกันแต่คนทำเป็นคนละคน (สองมาตรฐาน)  เช่นนี้ช่วยทำให้เรายังสามารถรู้สึกดีกับตัวเองได้อยู่ ไม่เกิดความขัดแย้งทางจริยธรรมในใจ

ด้วยความซับซ้อนในระบบสังคมไทยแบบนี้ การคอรัปชั่นจึงเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ แม้แต่นายกรัฐมนตรี ยังต้องออกมาพูดให้ลดลาวาศอกในการตรวจสอบทุจริตคนที่เป็นรุ่นพี่ของตัวเอง เพราะคนไทยทุกคนย่อมมีวัฒนธรรมไทยบังคับอยู่ ดังนั้นขนาดคนไทยระดับนายกรัฐมนตรียังทำไม่ได้แล้ว จะไปคาดหวังว่าคนไทยธรรมดาทั่วไปจะทำได้ได้อย่างไร เป็นความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้จริง

One thought on “ระบบเจ้าขุนมูลนาย การคอรัปชั่น และ ความขัดแย้งทางจริยธรรม”

  1. กฎหมายไทย เมื่อใช้ระบบประมวลกฎหมาย ในยุคแรก ฝรั่งมาร่าง ไม่สอดคล้องจารีตไทย มีอยู่มาก แต่ขุนนางไทย ก็นิยมจารีตเดิม ทุกวันนี้ ขุนนางยังตอกเล็บ บีบขมับ ให้สารภาพผิดอยู่เลย และขุนนางยังคงนิยมมีเมียหลายคนอยู่ตามจารีตเดิม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*