ทฤษฎี ยีนเห็นแก่ตัว – ตอบคำถามปรัชญาด้วยชีววิทยา

©

เพิ่งได้อ่านหนังสือ The Selfish Gene (ฉบับภาษาอังกฤษ) ของ Richard Dawkins หลังจากดองไว้นานมาก พบว่า เป็นหนังสือที่เปิดโลกชีววิทยาให้ผมอย่างมาก

ก่อนอื่นขอพูดถึง Richard Dawkins สักนิดหนึ่ง บุคลิกส่วนตัวของแกเป็นคนที่กล้าถกเถียงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องต้องห้าม อย่างเช่น ศาสนา ทำให้แกดูเป็นคนก้าวร้าว แม้แต่ในหนังสือเล่มนี้ แกจะเอาหนังสือของคนอื่นที่พูดถึงทฤษฏีที่แข่งขันกับ The Selfish Gene มา “เถียงๆๆๆ” เพื่อจะบอกว่าทฤษฏีเหล่านั้นผิดยังไง ซึ่งอาจเป็นบุคลิกที่คนไทยไม่ชอบ แต่โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าโอเค เพราะแกเถึยงโดยมีข้อมูลสนับสนุนที่ศึกษามาแล้วอย่างดี ไม่ได้เถียงแบบด่าๆ เกรียนๆ สังคมจึงได้ประโยชน์ ผมเชื่อว่า ทุกเรื่องในโลกนี้ควรจะถกเถียงกันได้ ไม่ควรมีข้อยกเว้น

ตัวอย่างหนึ่ง แกบอกว่า ที่ชาวคริสต์เชื่อว่า แม่พระเป็นหญิงพรหมจารีย์ จริงๆ เกิดจากการแปลพระคัมภีร์ผิด จากภาษาฮิบรู ซึ่งแปลว่า หญิงสาว มาเป็นภาษากรีกที่แปลว่า หญิงพรหมจรรย์ ผมว่า การพูดแบบนี้ไม่ใช่การหมิ่นศาสนา แต่เป็นการปรับความเชื่อให้ถูกต้องกับพระคัมภีร์มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่ควรจะพูดได้ และชาวคริสต์ทุกคนก็ควรจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ด้วย

The Selfish Gene เป็นทฤษฎีของบอกว่า จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของวิวัฒนาการ ไม่ใช่ความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต อย่างที่มักเข้าใจกัน แต่คือความเป็นอมตะของยีนที่อาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นเพียงแค่ “พาหนะ” ของยีน ที่มันใช้อยู่อาศัยเพียงชั่วคราว ก๊อปปี้ตัวเอง และย้ายไปยังลูกหลานของสิ่งมีชีวิตเพื่อรักษาความเป็นอมตะของพวกมันต่อไป

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมธรรมชาติเลือกให้เราทุกคนมีชีวิตอยู่แค่ระยะเวลาหนึ่งเพื่อสืบพันธ์ แล้วก็ตาย แทนที่จะทำให้เรามีชีวิตเป็นอมตะต่อไปเรื่อยๆ เป็นเพราะว่าเราเป็นแค่พาหนะของยีนของเท่านั้น เราไม่ใช่สิ่งที่วิวัฒนการต้องการรักษาไว้ แต่คือยีนในตัวของเราต่างหาก

(ถ้าใครอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ แนะนำว่า ควรมีความรู้ชีววิทยาพื้นฐานมาก่อน อย่างน้อยควรจะรู้อยู่แล้วว่า DNA, gene, โครโมโซมคืออะไร)

เรื่องหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดไว้ชัดเจนคือ เรามักอดสงสัยไม่ได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ดูสลับซับซ้อนเกิดขึ้นเองได้อย่างไร มันน่าจะมี ปัญญา อะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังวิวัฒนาการรึเปล่า ที่จริงแล้ว วิวัฒนการ เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง มันไม่ได้มีเจตนากำกับใดๆ แต่การคัดเลือกตามธรรมชาติเกิดขึ้นซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นล้านๆ ปี โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด มันเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานมากและสร้างผลลัพธ์ที่เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ว่าวิวัฒนาการมันสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นขึ้นได้อย่างไร และพลางคิดไปเองว่าต้องมีปัญญาบางอย่างคอยกำกับกระบวนการนี้อยู่ แต่ว่ามันไม่มี

อีกแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ที่น่าสนใจมากคือแนวคิดเรื่อง Meme หรือส่วนเล็กๆ ของวัฒนธรรม ที่สืบทอดกันมาในสังคมมนุษย์ โดย Meme ที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมจะค่อยๆ หายไป เป็นกระบวนการแบบเดียวกันกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเลย

อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้ว พาทำให้อดคิดเรื่องปรัชญาไม่ได้ว่า แท้จริงชีวิตคืออะไร ถ้าหากทฤษฏีนี้เป็นจริง จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิตในคำตอบเชิงชีววิทยานี่มันช่างพาให้คิดถึงความไร้สาระของชีวิตเสียจริงๆ มนุษย์เราพยายาม มะโน สารพัดว่าชีวิตมีค่าอย่างนั้นอย่างนี้ ผ่านศาสนา จริยธรรม แรงบันดาลใจ และวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราก็เป็นแค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราวของยีน เพื่อให้พวกมันเองดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ได้เท่านั้นเอง พวกเราไม่ได้มีค่าอะไรมากกว่านั้นเลย

การที่มนุษย์เราต้องมี consciousness มีความจำ มีสติปัญญา ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงเพราะมันเป็นวิธีการใหม่ๆ ที่ยีนใช้ในการสร้างพาหนะของมันให้ทรงประสิทธิภาพในการอยู่รอดได้มากขึ้นตามหลักของวิวัฒนาการ แต่เราต้องทนทุกข์ทรมานทางใจจากการกระทำของพวกมัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า เทคโนโลยีต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็คือวิวัฒนาการ อีกระดับหนึ่งของยีนในการเอาตัวรอด เพราะแทนที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มก้นต่างๆ ขึ้นมา มันให้เรามีสมอง เพื่อสร้างบ้าน สร้างวัคซีน ป้องกันเชื้อโรคขึ้นมาแทนเลย

เรื่องน่าขนลุกจริงๆ

2 thoughts on “ทฤษฎี ยีนเห็นแก่ตัว – ตอบคำถามปรัชญาด้วยชีววิทยา”

  1. ชีวิตคน แม้จะร้อยปี ก็ สั้นสุดๆ เมื่อเทียบกับที่วิวัฒนาการผ่าน

  2. ชีวิตคือส่งต่อยีน ถ้าตัดชิ้นส่วนมนุษไปปลูกแล้วเกิดคนใหม่ได้ เซ็กส์ย่อมไม่จำเป็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*