ศาสนา “ลงมือทำ”

©

มูราคามิ เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า เวลาถูกเชิญให้ไปเป็นกรรมการตัดสินวรรณกรรม เขามักปฏิเสธอย่างสุภาพเสมอ เพราะเขาคิดว่า เขาไม่ได้มีความสามารถพอที่จะไปตัดสินวรรณกรรมที่คนอื่นเขียน

เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงคำพูดหนึ่งของปิกัสโซด้วย ที่บอกว่า เวลานักวิจารณ์ศิลปะคุยกัน พวกเขาจะคุยเรื่อง ฟอร์ม สไตล์ เทคนิค แต่เวลาพวกศิลปินคุยกัน พวกเขาจะคุยกันว่า จะหาซื้อน้ำมันสนที่ราคาถูกที่สุดได้ที่ไหน

คนรู้เยอะ ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้ ส่วนคนที่ทำได้จริงๆ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยพูด นักวิจารณ์ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็ติหนังได้เป็นฉากๆ รู้ทฤษฎีทำหนังที่เว่อวังอลังการมาก แต่ถ้าให้พวกเขาทำหนังให้ได้ดีๆ สักเรื่องหนึ่ง พวกเขากลับทำไม่เป็น

ในวัย 40+ ผมเริ่มหลงใหลก็ลงมือทำ เราจะรู้มากแค่ไหน แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สุดท้ายแล้ว เราก็ไม่ได้รู้จริง เป็นเรื่องน่าละอายเปล่าๆ เหมือนคนที่เรียนว่ายน้ำจนจบ PhD ด้านการว่ายน้ำ แต่ไม่เคยลงไปว่ายน้ำจริงๆ จะเรียกว่าตัวเองคนที่ว่ายน้ำเป็นไม่ได้หรอก จะดูดี มีปริญญา แค่ไหน ก็ไม่ได้หรอก

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบแนะนำคน เหมือนเมื่อก่อน เพราะรู้สึกน่าละอาย ถ้าหากมีใครมีขอคำแนะนำ คำแนะนำเดียวที่อยากจะบอกพวกเขาคือ ลงมือทำเยอะๆ แล้วก็จะประสบความสำเร็จเอง ไม่ต้องไปตามหาผู้รู้ที่ไหนหรอก เส้นทางที่กูรูทำแล้วสำเร็จ คนอื่นทำตามก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จซ้ำได้ เพราะคนเราไม่เหมือนกัน และหลายอย่างก็เป็นเรื่องของจังหวะเวลา และกูรูก็เลือกทางชีวิตให้เราไม่ได้ เพราะสิ่งที่เหมาะกับแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน เอาเวลาตามหากูรู คำคม ทฤษฏี ทางลัด พวกนั้นไปลงมือทำดีกว่า

ถ้าเรารู้ตัวว่าเราถนัดอะไร หรือชอบอะไร ก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้มากที่สุด อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป หรือถ้าไม่รู้ว่าตัวเองถนัดหรือชอบอะไรเลย ก็ลงมือทำ “อะไรก็ได้” การได้ลงมือทำมากๆ ก็จะทำให้รู้เองในที่สุดว่าเราทำอะไรได้ดี นั่งคิดเอาเองจะไม่มีวันหาเจอหรอก อย่ามีข้ออ้างใดๆ อีกที่จะลงมือทำ

ถ้าย้อนกลับไปตอนอายุ 15 ได้ ก็อยากจะบอกตัวเองแบบนี้

 

2 thoughts on “ศาสนา “ลงมือทำ””

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*