คุยกันเรื่องวงการนิยายไทย

ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้ถึงกับเป็นนักอ่านนิยายตัวยง เพียงแต่ช่วงนี้พยายาม Explore อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกของหนังสือ ก็เลยสนใจหนังสือนิยายของไทย และเห็นว่าบางประเด็นก็เหมือนจะยังไม่เคยมีใครตั้งข้อสังเกตเอาไว้ให้อ่านกัน ก็เลยอยากชวนผู้อ่านคุยกับเกี่ยวกับวงการนี้

วงการนี้ โดยภาพรวม ถือว่าค่อนข้างอาภัพ เลยก็ว่าได้ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีใช้อยู่แค่ประเทศเดียว แถมยังเป็นประเทศที่คนอ่านหนังสือน้อยอีกด้วย ทำให้ตลาดเล็กมาก การเขียนนิยายเป็นอาชีพในไทยจึงไม่เรื่องง่ายๆ

ผมว่าตลาดหนังสือนิยายที่ใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นนิยายรัก ซึ่งกลุ่มคนอ่าน 90% จะเป็นผู้หญิง สังเกตได้จากนิยายรักเป็นหมวดที่ครองพื้นที่ในร้านหนังสือไปเยอะมาก ผู้หญิงมีความต้องการที่จะหลุดเข้าไปในโลกของนิยายรักสูง อยากฟิน อยากจิกหมอน อยากจินตนาการว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีผู้ชายในอุดมคติมาหลงรัก เพราะในชีวิตจริงไม่มี ซึ่งเป็นอารมณ์ที่สื่อประเภทอื่นยังตอบโจทย์ได้ไม่ดีเท่ากับหนังสือ ทำให้มีความต้องการเสพนิยายรักมากมายมหาศาล

ในขณะที่ผู้ชายมักจะอ่านนิยายแนวกำลังภายในเป็นส่วนใหญ่ เหมือนสัญชาตญาณของผู้ชายจะชอบการต่อสู้ ซึ่งทำให้นิยายไทยสูญเสียตลาดส่วนนี้ไปให้นิยายแปลจากจีน แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีนักเขียนไทยที่เขียนนิยายกำลังภายในด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ปริมาณผู้ชายที่ต้องการเสพนิยายกำลังภายในก็ยังสู้ปริมาณผู้หญิงที่ต้องการเสพนิยายรักไม่ได้ ผู้ชายจำนวนมากไม่อ่านนิยายเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นนิยายในหมวดนี้ก็ยังไม่ได้ใหญ่มากนักถ้าเทียบกับนิยายรัก

นิยายรักของไทยดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อยอย่างชัดเจน กลุ่มแรกปกจะเชยๆ หวานเยิ้มๆ ชื่อนิยายจะฟังดูโบราณ หรือเป็นศัพท์ยากๆ ดูอนุรักษ์นิยม มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นนิยายรักอมตะ พิมพ์แล้วพิมพ์อีกก็ยังมีคนอ่านอยู่ เช่น ปริศนา คู่กรรม วนิดา รัตนาวดี อะไรทำนองนี้ แต่จริงๆ แล้วก็มีนักเขียนยุคใหม่ที่อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เช่น กิ่งฉัตร หรือ ปิยะพร สองคนนี้นี่ถือว่าขึ้นหิ้งเทียบชั้นนักเขียนยุคเก่าๆ เลยทีเดียว (อันนี้ ฟังเค้ามานะ)

นิยายรักกลุ่มที่สองจะดูเจาะกลุ่มวัยรุ่น ดูเจน Y เจน Z ปกมักจะเป็นภาพการ์ตูน คล้ายมังงะ ชื่อนิยายฟังดูคล้ายหนังรักเกาหลี เช่น ยัยจอมยุ่งกับนายซื้อบื้อ อะไรทำนองนี้ บางทีชื่อตัวละครก็อาจเป็นชื่อฝรั่ง แต่เรื่องราวเป็นไทย เจ้าตลาดของกลุ่มนี้น่าจะหนีไม่พัน สำนักพิมพ์แจ่มใส โดยส่วนตัวผมมีปัญหากับการอ่านนิยายแจ่มใสมาก ไม่ใช่เพราะว่ามีตัว emoticon เยอะ แต่เป็นเพราะผมอ่านไม่รู้เรื่อง เนื่องจากส่วนใหญ่จะเดินเรื่องด้วยบทสนทนาแทบทั้งหมด ทำให้เข้าใจเรื่องตามได้ยากมาก เพราะเราแทบไม่รู้ว่าคู่สนทนาเป็นใคร มีนิสัยยังไง มีแบกกราวด์ยังไง แต่เชื่อว่าวัยรุ่นทั่วไปน่าจะอ่านรู้เรื่องกัน ไม่งั้นมันจะขายดีเป็นเทน้ำขนาดนั้นได้ยังไง

นิยายกลุ่มถัดไปที่ดูพอจะมีตลาดในไทย คือ แนวแฟนตาซี เหมือนสร้างโลกในจินตนาการขึ้นมา แล้วตัวละครก็มีเหตุให้ต้องเข้าไปผจญภัย มีช่วงหนึ่งที่แนวนี้จะเป็นแนวเกมออนไลน์ด้วย ผู้นำในตลาดนี้น่าจะเป็นสำนักพิมพ์สถาพรบุ้คส์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าพักหลังแนวนี้ดาวน์ๆ ลงรึเปล่า

นอกเหนือจากนั้น ก็จะมีแนวผี ลึกลับ สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ กับหนังไทย ที่แนวผี ฮิตขึ้นมาในช่วงหนึ่ง แต่เริ่มผลิตซ้ำมากเกินไป ไม่รู้ว่าอีกหน่อยจะเริ่มดาวน์ลงไปอีกรึเปล่า คือถ้าให้ประเมินแล้วคิดว่า นิยายไทย แนวรักน่าจะกินตลาดประมาณ 70% ขึ้นไป ที่เหลือคือ แฟนตาซี ผี ลึกลับ รวมๆ กันไม่น่าจะเกิน 25%

ช่วงหลังๆ มีแนวหนึ่งที่มาแรง คือนิยาย Y  คือเป็นแนวชายรักชาย แต่จริงๆ แล้ว ผมมองว่า มันคือนิยายรักนั่นแหละ เพียงแต่เป็นมันวิธีการหนึ่งที่จะหลุดจากความซ้ำซากจำเจของนิยายรัก เลยทำให้มันแหกกรอบมากขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าสังเกตดู นักอ่านแนว Y จำนวน 90% จะเป็นผู้หญิง เนื้อหาก็เสพความฟิน จิกหมอน ไม่ต่างกัน ส่วนแนวนี้จะเป็นแค่กระแสระยะสั้น แบบแนวเกมออนไลน์ หรือว่าจะยั่งยืนต่อไปในระยะยาว ก็ต้องรอติดตามดูกันต่อไป

ส่วนแนวสุดท้ายที่จะขอพูดถึงคือ แนววรรณกรรม ซึ่งเป็นแนวที่มีคนอ่านกลุ่มเล็กมากๆ น่าจะไม่ถึง 5% ของตลาด ตลาดนี้เล็กมากจนทำให้คนที่เขียนแนวนี้ส่วนใหญ่ต้องเขียนเพื่อล่ารางวัล เพราะถ้าไม่มีรางวัลการันตี มันยากมากที่จะเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มแมสให้สนใจอ่าน และก็หมายถึงยอดขายที่น้อยเกินกว่าที่จะดำรงอยู่ได้ในทางธุรกิจ

เนื้อหาของนิยายแนววรรณกรรมส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นการสะท้อนสังคมอะไรบางอย่าง เพราะคนมักจะมองว่า นิยายที่มีคุณค่าคือนิยายที่สะท้อนสังคม ซึ่งโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเท่าไร เพราะรู้สึกว่า นิยายสะท้อนสังคมก็มีทั้งที่เขียนดีและเขียนได้ห่วยแตก ในขณะที่นิยายพาฝัน รักจิกหมอน ที่เขียนได้ดีมากๆ ก็มีด้วยเช่นกัน เลยไม่คิดว่านิยายจะต้องสะท้อนสังคมเท่านั้นถึงจะเป็นนิยายที่ดี

อย่างไรก็ตาม แนววรรณกรรม ก็เป็นแนวที่ผมอ่านมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลักๆ เลยคือ คนเขียนแนววรรณกรรมส่วนมากมักจะมีสำนวนการเขียนที่ผมชอบ ไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่า สำนวนการเขียนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการอ่านนิยายของผม ไม่ใช่เรื่องพล็อต เพราะว่าถ้าสำนวนไม่ดี อ่านแล้วน่ารำคาญ อ่านไม่รู้เรื่อง ทนอ่านได้ยาก สุดท้ายแล้วต่อให้เรื่องดีแค่ไหน ผมก็อาจต่อไม่จบอยู่ดี อันที่จริง นิยายฝรั่งส่วนใหญ่มีสำนวนที่ผมอ่านได้ง่ายกว่า แต่ปัญหาของนิยายฝรั่งจำนวนมากคือ ความยาวของนิยายมันยาวเกินไป ทำให้อ่านไม่ค่อยจบ ถ้าไม่สนุกจริงๆ สุดท้ายแล้ว วรรณกรรมไทย ก็เลยลงตัวมากที่สุด ทั้งในแง่สำนวนและความยาวที่ไม่มากเกินไป แต่ถ้าเป็นนิยายที่ไม่ใช่วรรณกรรม แล้วมีสำนวนที่ผมอ่านได้มากที่สุด ก็น่าจะเป็นของนักเขียนแทบทุกคนของสำนักพิมพ์ Groove นะครับ เช่น พงศกร ปองวุฒิ จินตวีร์ เป็นต้น

สุดท้ายของพูดถึงเรื่องรางวัลหน่อย เมื่อก่อนผมติดตามซีไรต์ตลอด แต่หลังๆ เริ่มรู้สึกว่าการให้รางวัลของซีไรต์ดูจะ disconnect กับคนอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ได้รางวัลบางคนก็เขียนอะไรที่อาร์ตมากๆ จนอ่านไม่รู้เรื่องเลย ตอนหลังผมเลยไม่ค่อยให้นำ้หนักกับซีไรต์มากเท่าไร โดยส่วนตัวพบว่า หนังสือที่ได้รางวัลนายอินทร์อวอร์ดกลับจะตรงกับจริตของผมมากกว่าซีไรต์เสียอีก

 

One thought on “คุยกันเรื่องวงการนิยายไทย”

  1. เคยอ่านทมยันตี คือ ชายในเครื่องแบบกับสาวสามัญ สาวๆน่าจะฟินมาก
    อ่าน ปองวุฒิ สะท้อนสังคมรัฐทหาร
    อ่าน ไส้เดือนตาบอด ผลคือ ไม่รู้เรื่องเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*