Martin Heidegger – Dasein

เจ้าพ่อ Existentialism อีกคน

Martin Heidegger เริ่มต้นแนวคิดของเขาด้วยการตั้งคำถามว่า การมีชีวิตอยู่คืออะไร ในแบบของคนนอกที่สังเกตอยู่

ถ้าถอดความเคยชินของเราออกไป เราจะมองเห็นการมีชีวิตอยู่ของเรา เป็นเหมือนสภาวะที่อยู่ดีๆ เราก็โผล่ขึ้นมาในโลก แล้วเราก็มีการรับรู้ ความนึกคิด อารมณ์และความรู้สึกต่อสิ่งรอบข้าง ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เราเลือกเองไม่ได้ ถ้าเกิดมาตอนยุคหิน เราก็เจอชีวิตแบบยุคหิน ถ้าเกิดมาในโลกที่ทันสมัย ก็เจอชีวิตแบบที่ต้องไปทำงานทุกวัน เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั้งเมื่อเราตาย สภาวะเหล่านั้นก็หมดลง MH เรียกสภาวะนี้ว่า Dasein (ดา-ซาย)

MH สังเกตว่า ลักษณะสำคัญของการมีชีวิตอยู่ของคน ที่แตกต่างจากการมีอยู่ของก้อนหินคือ เรา Care อะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา คำว่า Care ในที่นี่หมายถึงทั้งในแง่บวกและแง่ลบ และสิ่งที่เรา Care ก็อาจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องมีอะไรสักอย่างที่เรา Care เช่น ตอนเด็กก็อยากสอบได้เกรดดีๆ อยากเข้ามหาวิทยาลัย ตอนโตก็อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แล้วก็มีเรื่องแต่งงาน มีลูก ต่ออีก ชีวิตเหมือนการมีโปรเจ็คต่อๆ กันไปเรื่อยๆ

MH สังเกตว่า สิ่งที่เราเลือก Care นั่น จะขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมในช่วงที่เราเกิดขึ้นมา ขนบ ประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยม การเมืองการปกครอง เป็นสิ่งที่บังคับให้เราทำตามกรอบอะไรบางอย่างที่คนรุ่นก่อนหน้าวางไว้ให้เราเดินตามแล้ว มนุษย์หินอาจสนใจแค่การหาอาหาร ล่าสัตว์ ดูแลครอบครัว มนุษย์ยุคกลางอาจจะมีชีวิตแบบทาสใช้แรงงานที่ดี และมีศรัทธาในศาสนา คนสมัยนี้ก็อาจจะสนใจเทคโนโลยี ฯลฯ แต่ถ้าคนเราแค่ทำตามสิ่งที่กำหนดให้มาแล้ว โดยไม่เคยคิดหรือเลือกอะไรด้วยปัญญาของตัวเองเลย เราก็ไม่ต่างจากก้อนหินที่ไหลไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าธรรมชาติจะพาไป กระแสน้ำ แรงโน้มถ่วง ฯลฯ คนที่เป็นแบบนั้นจึงเป็นคนที่ไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง เป็นคนที่แค่มีอยู่บนโลกแบบเดียวกับก้อนหิน

ในเมื่อสิ่งเดียวที่ทำให้เราคนต่างจากก้อนหินคือ การที่คนเราเลือกทางเดินชีวิตของเราได้เอง โดยที่ไม่ต้องให้สิ่งภายนอกมาบอก จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่จึงได้แก่การเลือกทางชีวิตของตัวเองในแบบที่คิดเอง ไม่ใช่ทำตามๆ กันไป (Existentialism)

แต่ MH ก็บอกว่า ทันทีที่เราหลุดพ้นจากอิทธิพลจากภายนอก เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต มีอิสระภาพอย่างแท้จริง เราก็จะไม่พบกับความสุข ตรงกันข้ามสภาวะแบบนั้นเป็นสภาวะที่โดดเดี่ยว เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในโลกนี้จะไม่เลือกเดินทางนี้ พวกเขายินดีที่จะทำตามสิ่งที่มีคนบอกให้ทำตามๆ กันมามากกว่า เพราะเป็นชีวิตที่ง่ายกว่า และมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคม ดังนั้น MH จึงเห็นว่า เมื่อเรามาถึงจุดที่หลุดพ้นได้แล้ว เราควรจะกลับสู่สังคม กลับไปทำในสิ่งที่คนอื่นๆ ทำตามๆ กัน แต่ทำด้วยสายตาแบบใหม่ มุมมองแบบใหม่ เป็นมุมมองที่ตื่นแล้ว ไม่ใช่หลับใหลอยู่

MH เองก็หันกลับไปเป็นนาซี เพราะสิ่งแวดล้อมในยุคนั้นคือการเป็นนาซี (MH เป็นชาวเยอรมัน มีชีวิตในยุคเดียวกับฮิตเลอร์) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ MH ถูกด่าเยอะมาก แต่ก็อย่างที่เขาบอกไปแล้วว่า เขากลับไปทำสิ่งเดียวกับคนอื่นๆ แต่ในสายตาและมุมมองที่ไม่เหมือนกัน

MH แนะนำให้คนเราคิดถึงความตายบ่อยๆ เพราะเราถูกวัฒนธรรมมนุษย์หลอกให้รู้สึกเหมือนกับว่าคนเราไม่ต้องตาย ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า เราต้องตายในวันหนึ่ง เราจะใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง

(น่าสังเกตว่า Existentialist แทบทุกคนตอนแก่จะกลับไปทำอะไรที่เหมือนแกะตามๆ กันไปทั้งนั้น Kreikagaard เป็นคริสเตียน MH เป็นนาซี Satre เป็นคอมมิวนิสต์ : เจ้าของบล็อก)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*