คุยกับตัวเอง (2) : ความเป็นมืออาชีพ

อันที่จริง ผมเกลียดที่จะใช้คำคำนี้มาก เพราะทุกวันนี้เวลาพูดถึงคำว่า เป็นมืออาชีพ มันมักจะหมายถึง “ดู” เป็นมืออาชีพ เช่น ทำยังไงถึงจะดูเป็นมืออาชีพ พรีเซนต์ตัวเองยังไงให้ดูเหมือนมืออาชีพ Dress for success เป็นต้น

แต่ผมอยากจะหมายถึงการเป็นมืออาชีพจริงๆ ไม่ใช่ความดูเหมือนมืออาชีพ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการสร้างภาพลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องของวิธีลัด แต่เป็นเรื่องของการเดินเส้นทางตรง แบบตรงไปตรงมา เพื่อที่จะเป็นมืออาชีพ หนทางที่ทึกๆ โหดๆ และใช้เวลานานๆ

ความเป็นมืออาชีพคือการอุทิศชีวิตเพื่อวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง โดยมุ่งที่จะทำวิชาชีพนั้นให้ดีที่สุด รู้จริง ทำได้จริง เป็นเรื่องของการสะสมประสบการณ์ และไม่ใช่แค่เป็นอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ และการใช้มันเป็นสิ่งที่ทำให้ภาคภูมิใจในตัวเองด้วย

อาชีพอะไรก็เป็นมืออาชีพได้ แม้แต่ภารโรง ถ้าตั้งใจทำความสะอาดจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จๆ อย่างเช่น ภารโรงเซเล็บคนที่ทำความสะอาดสนามบินฮาเนดะ เธอมีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำความสะอาดให้สมบูรณ์แบบที่สุดจนกลายเป็นคนดัง

ความเป็นมืออาชีพ บางทีก็เหมือนเป็นศาสนาอย่างหนึ่ง ผมชื่นชมค่านิยมญี่ปุ่นที่คลั้งไคล้การเป็นมืออาชีพ (แต่ค่านิยมญี่ปุ่นอย่างอื่น ผมอาจจะไม่ค่อยชอบ)​ ผมว่าคนญี่ปุ่นมองเรื่องความเป็นมืออาชีพว่าเป็นสิ่งที่น่าหลงไหล และเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความอดทน พยายาม และการทำงานหนัก ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์หรือโชค ละครญี่ปุ่นก็มักมีตัวละครหลักที่ทำอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง และดูเหมือนการทำงานจะเป็นส่วนหลักของชีวิตของตัวละคร ในขณะที่ละครไทย ตัวละครหลักมักไม่ค่อยถูกพูดถึงว่าทำงานอะไร หรือถ้าพูดถึง ก็ไม่เห็นว่าวันๆ จะทำงานสักเท่าไร

คนที่อยากเป็นมืออาชีพในงานที่ทำ ต้องเป็นคนขยัน เท่านั้นไม่พอ ต้องเป็นคนที่พยายามปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขวนขวายว่า คนที่เก่งกว่า เขาทำอย่างไร แล้วพยายามทำให้ได้เท่า หรือดีกว่า ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ขยัน แต่ทำเหมือนเดิมทุกวันไปยี่สิบสามสิบปี โดยไม่เคยปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ผมว่าคนเราน่าจะยึดถือคำว่า มืออาชีพ มากกว่าคำว่า Passion เสียอีก เพราะ Passion เป็นเรื่องของอารมณ์ มีขึ้นมีลง วันหนึ่งไฟอาจจะมอดก็ได้ แต่คำว่ามืออาชีพ มีความเป็นเรื่องของคำว่า “หน้าที่” มากกว่าเรื่องของความชอบ ไม่ชอบ มันจึงไม่มีคำว่าไม่อยากทำ คนที่เป็นมืออาชีพไม่ใช่คนที่ต้องรอแรงบันดาลใจ หรืออาจให้มีอารมณ์แล้วค่อยทำ แต่พวกเขาแค่ต้องการเวลาและโอกาส ที่จะได้ทำงานนั้น ให้เต็มที่และทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับที่มีคนบอกว่า “Passion is for amateur. The rest of us just shut up and go to work”

มืออาชีพ ไม่ใช่แค่คนที่รู้มาก แต่ต้องเป็นคนที่ทำเก่ง อย่างเช่น คนที่ท่องพระไตรปฏิกได้ทุกบท อาจจะไม่บรรลุธรรมเลยก็ได้ หรือการอ่านหนังสือสอนว่ายน้ำ ไม่มีวันทำให้เราว่ายน้ำเป็น แต่การลงไปฝึกว่ายน้ำต่างหากที่ทำให้เราว่ายน้ำเป็นจริงๆ หรือส่วนใหญ่แล้ว งานอดิเรกมักไม่เพียงพอที่จะทำให้เราเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้นได้ แต่การยึดเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองเลยต่างหากที่ทำให้เราเก่งจริง เพราะทักษะหลายอย่างจะมีโอกาสได้ฝึกฝนก็ต่อเมื่อเราอยู่ในอาชีพนั้นจริงๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตามก็อย่าคิดว่าการเป็นมืออาชีพจะทำให้เราประสบความสำเร็จเสมอไป ทักษะบางอย่างมีมูลค่าตลาดสูง บางอย่างมีมูลค่าตลาดต่ำ ถ้าเราบังเอิญเลือกอย่างหลัง บางทีเราก็อาจจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ก็ได้ ทั้งที่เราเป็นมืออาชีพแล้ว รวมทั้งทักษะบางอย่างที่วันหนึ่งเคยทำให้เราเลี้ยงตัวเองได้สบายๆ วันหนึ่งก็อาจมีมูลค่าตลาดลดลง ทำให้เราต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอย่างอื่น นั่นคือโลกของความเป็นจริง

ถ้าคุณทำอะไรแล้วจะต้องมีคนกด like เยอะๆ นั่นแสดงว่าคุณไม่ใช่มืออาชีพ มืออาชีพจริงๆ จะอยู่กับสิ่งนั้นนานๆ ได้ไม่ว่าจะมีคนกด like หรือไม่ อย่าเอาปัจจัยภายนอกมากำหนดคุณค่าในตัวเรามากเกินไป และบ่อยครั้งที่มืออาชีพถูกวัดจาก feedback ของคนเฉพาะกลุ่ม (subcultures) ได้ดีกว่ากลุ่มแมส ฟังคนที่รู้เรื่องนั้นจริงๆ แนะนำคุณดีกว่าจะไปสนใจแมสที่มากดไลค์ และบางทีก็ต้องทำใจด้วยว่า พวกนักฉวยโอกาสบางคนสามารถทำให้แมสยกย่องพวกเขาได้เร็วกว่าเยอะกว่าคนที่เป็นมืออาชีพจริงๆ เพราะคนเหล่านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหลอกแมส แต่อาจจะไม่ใช่คนที่เก่งในเรื่องนั้นๆ จริงๆ และบ่อยครั้ง พวกเขามักประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่อยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าแมสนั้นเบื่อเร็ว

1 thought on “คุยกับตัวเอง (2) : ความเป็นมืออาชีพ”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*