คุยกับตัวเอง (1) : ความเชื่อ 2.0

เราเห็นว่าคนรุ่นเก่าเป็นคนที่ยึดติดกับความเชื่อ ทั้งชาติ ศาสนา ประเพณี ค่านิยม เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า แต่คนรุ่นใหม่ดูจะเสื่อมศรัทธาในความเชื่อเหล่านั้นไปเยอะ

แต่นั้นจะแปลว่า คนรุ่นใหม่ ไม่มีความเชื่อแล้วรึเปล่า พวกเขาไม่ยึดติดกับอะไรอีกต่อไปแล้ว ใช่หรือเปล่า

มีแนวคิดหนึ่งบอกว่า Gen Z เป็น คนรุ่นที่เคยชินกับความเบลอๆ ตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ คำว่าอาชีพ ไม่อินกับลัทธิชาตินิยม ไม่นับถือศาสนา พวกเขาจึงไม่เคยมีตัวตนที่ชัดเจน และไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรถ้าหากไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไรกันแน่

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Gen Z เป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า แต่สำหรับ Gen X ปลายๆ อย่างผม ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ผมยังคงรู้สึกว่า ชีวิตที่ไม่มีความเชื่ออะไรเลยนั้นอยู่ยากมาก เป็นชีวิตที่ขาดแรงผลักดันในการทำงาน ผมเห็นว่า คนรุ่นใหม่ อย่างน้อยๆ ก็ในส่วนที่ผมสังกัดอยู่ ก็ยังเป็นมนุษย์ความเชื่ออยู่เหมือนกับคนรุ่นเก่า เพียงแค่เปลี่ยนจากความเชื่อแบบหนึ่งไปสู่ความเชื่ออีกแบบหนึ่งเท่านั้น เหตุผลความเชื่อแบบเก่าๆ ตอบโจทย์ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้น้อยลง เช่น เรื่องชีวิตหลังความตาย ในแบบที่ศาสนาตอบ ทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อได้ยากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะโลกมันก้าวหน้าไปมาก จนทำใจที่เชื่อเรื่องเล่าแบบนั้นได้ยากขึ้นทุกวัน ความเชื่อของคนรุ่นใหม่ดูจะออกแนวมนุษย์นิยมมากขึ้น แทนที่จะอธิบายสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้เป็นเรื่องของเทพ เทวดา อำนาจเหนือธรรมชาติไปเสียหมด

ผมจึงเห็นว่าความเชื่อยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ และอาจจะสำคัญมากกว่าเดิมเสียด้วย ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความเบลอๆ สมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ไม่มีเหตุผล 100% ทำให้ คนเรายังไม่สามารถมีความสุขได้ ถ้าชีวิตมีแต่ตรรก 100% ยังไงยังต้องพึ่งความเชื่ออยู่นั่นเอง ชีวิตที่ไม่เชื่ออะไรเลยยังเป็นชีวิตที่ยากเกินไปสำหรับคน 99.99% อยู่เช่นเดิม

อันที่จริง ความเชื่อเป็นสิ่งที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียของมันคือทำให้เกิดความงมงาย มืดบอด ไม่เปิดรับ หรืออาจถึงขั้นหลุดออกจากโลกความเป็นจริง และยังทำให้เกิดการทำร้ายคนอื่น เพื่อบูชาความเชื่อ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในประวัติศาสตร์มนุษย์

แต่ข้อดีของความเชื่อก็มีอยู่เช่นกัน เพราะมันคืออุบายที่ทรงพลัง ที่ช่วยทำให้มนุษย์สามารถสร้างสรรสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ปิรามิด ถูกสร้างขึ้นได้เพราะความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ถ้าไม่มีความเชื่อ มนุษย์จะสร้างสิ่งที่มหัศจรรย์ขนาดนั้นไม่สำเร็จ เพราะจะเอาแรงจูงใจที่ไหนมาทนลำบากแสนสาหัสขนาดนั้นเพื่อจะสร้างปิรามิดให้เสร็จ

ดังนั้น คนรุ่นใหม่ควรมีความเชื่อ เพียงแต่แทนที่จะมีความเชื่อเอาไว้เคารพบูชาแบบคนรุ่นเก่า เราควรมีความเชื่อเอาไว้ “ใช้งาน” คือ เป็นเครื่องมือ เป็นอุบาย ที่ช่วยผลักดันให้เรามีแรงในการทำงานแทน

ว่ากันว่า ศาสนาของคนรุ่นใหม่สมัยนี้กลายเป็นแบรนด์สินค้าต่างๆ เช่น แอ๊ปเปิ้ล สตาร์บัคส์ กูเกิ้ล ซุปเปอร์ฮีโร่ ไปแล้ว แบรนด์เหล่านี้ทำหน้าที่กับคนรุ่นใหม่ไม่ต่างจากศาสนาที่ทำหน้าที่ต่อคนรุ่นเก่า เรายึดติด คลั่งไคล้ แบรนด์สินค้าเหล่านี้เยี่ยงลัทธิ

ถ้าหากเราคลั่งแอ๊ปเปิ้ล แล้วทำให้เราซื้อไอโฟนมาเต็มบ้าน แบบนี้ไม่เรียกว่า ใช้ความเชื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง แต่กลายเป็นทำให้เราเสียเงินเท่านั้น แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งคลั่งแอ๊ปเปิ้ล แล้วทำให้เด็กคนนั้นตั้งเป้าหมายว่า โตขึ้นจะไปทำงานที่แอ๊ปเปิ้ลให้ได้ล่ะ แบบนี้ ความเชื่อทำให้เกิดแรงผลักในการดำรงชีวิต ทำให้เราพัฒนาตัวเอง ทำให้เราเก่งขึ้น แบบนี้ก็เป็นความเชื่อที่มีประโยชน์​และไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะมีความเชื่อ

โดยส่วนตัว ผมเป็นคนไม่เชื่อศาสนา ไม่เชื่อลัทธิชาตินิยม (เชื่อว่าคนเราไม่ควรแบ่งแยกกันด้วยเชื้อชาติ) แถมยังรังเกียจวัฒนธรรมหลากอย่างที่โบราณครำ่ครึ แต่ผมก็เป็นคนที่มีความเชื่อ มีความคลั้งไคล้ ผมมักหลงไหลในความเป็นมืออาชีพ ชื่นชมคนที่เก่งมากๆ ในอาชีพที่พวกเขาทำ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็ตาม ผมชอบคนที่อุทิศชีวิตให้กับวิชาชีพอะไรบางอย่าง ผมว่าความเป็นมืออาชีพก็เป็นศาสนารูปแบบหนึ่งเหมือนกัน แต่ผมว่ามันเป็นความเชื่อที่ยังดีกว่าพวกศาสนาหรือลัทธิการเมืองเสียอีก อย่างเช่น คนที่คลั่งในการปรุงอาหาร เขาสร้างประโยชน์ทางตรงให้กับคนรอบข้างง่ายๆ ด้วยการทำอาหารอร่อยๆ ให้คนเหล่านั้นกินเลย แต่คนที่คลั่งศาสนาหรือลัทธิการเมือง ปากอาจจะบอกว่ามีปณิธานหล่อๆ ที่อยากให้สังคมมีแต่ความดีความสงบสุข แต่การกระทำอาจกลายเป็นการบีบบังคับคนรอบข้างทั้งความคิดและการกระทำ คนที่บ้าทำอาหารไม่มีความร้ายกาจทำนองนั้น

สรุป การมีความเชื่อไม่ใช่เรื่องเสียหาย ที่จริงแล้ว คนเราไม่ควรมีแต่ ตรรก 100% เพราะสมองของเราไม่ได้ออกแบบมาให้เราเป็นแบบนั้นแล้วมีความสุข เพียงแต่ว่า เราสามารถเลือกความเชื่อที่เหมาะสมกับยุคสมัย หรือให้ประโยชน์กับเรามากกว่าโทษเท่านั้นเอง

1 thought on “คุยกับตัวเอง (1) : ความเชื่อ 2.0”

  1. โลกอนาคต เราควรจะอยู่ด้วยกันได้ แม้คิดต่างกันแบบสุดขั้ว ใช่ว่าคิดต่างจากรัฐจะต้องติดคุก หรือ โดนคนบีบคอให้ยอมตาม สถานเดียว นี่คือ สิ่งที่ไทย ยังปรับตัวต่อโลกไม่ได้ แต่ไทยก็เป็นสังคมที่เวิกสำหรับคนแก่ทีเดียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*