Connecting the dots

ยุคนี้เป็นยุคสังคมนิยมทางลัด ทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จได้แบบเร็วๆ ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องใช้เวลานาน เป็นวิธีที่ง่ายๆ มีกูรูจำนวนมากมายที่ออกมาสอนเคล็ดลับเหล่านี้

ปัญหาของ “สูตรสำเร็จ” สู่ความสำเร็จก็คือ การที่คนๆ หนึ่งประสบความสำเร็จ มันมีปัจจัยที่ซับซ้อนมาก ทั้งปัจจัยภายในตัวคนนั้นเอง ปัจจัยแวดล้อมที่มาส่งเสริม และความเหมาะเจาะที่ปัจจัยภายในและภายนอกเหล่านั้นมาสอดรับกันพอดี ในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าองค์ประกอบเหล่านั้นไม่เป็นแบบนั้นทั้งหมด คือมาไม่ครบ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันก็ได้ ทำให้ยากที่จะระบุให้ชัดเจนลงไปได้ว่าสูตรสำเร็จที่ใช้ได้สำหรับทุกคนคืออะไร

Paul Allen ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟต์กับบิล เกตต์ ลาออกจากไมโครซอฟต์ไปนานแล้ว เพื่อไปสร้างธุรกิจใหม่ๆ แต่จนถึงบัดนี้ Paul Allen ก็ยังไม่สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับเดียวกันกับไมโครซอฟต์ได้เลย เพราะความสำเร็จของไมโครซอฟต์มันเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาด้วย ต่อให้บิล เกตต์ หรือทั้งสองคน ช่วยกันสร้างธุรกิจใหม่ ก็ไม่สามารถสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่แบบไมโครซอฟต์ซ้ำได้อีก มันยากพอๆ กับการถูกรางวัลที่หนึ่งสองครั้งซ้อน

มันมีอยู่จริงหรือ สูตรสำเร็จที่ทำให้ประสบความสำเร็จที่ใช้กับทุกคนได้ สูตรที่สามารถเขียนออกมาเป็นข้อๆ ให้ทำตามได้ง่ายๆ แบบ Job Description แค่ทำตามให้ได้ทุกข้อ แล้วก็จะประสบความสำเร็จเอง ในเมื่อความสำเร็จเป็นเรื่องเฉพาะตัว เฉพาะจังหวะเวลา แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ขนาดนั้น

เวลามีปรากฎการณ์การตลาดใหญ่ๆ หรือมีใครที่ประสบความสำเร็จมากๆ ก็มักจะมีบทความออกมาอธิบายตอนหลังว่าทำไม เช่น ทำไม Steve Jobs ถึงกอบกู้แอ๊ปเปิลได้ หรือทำไม the mask singer ถึงฮิต เป็นข้อๆ คล้ายๆ กับว่า เราสามารถ reverse engineer ความสำเร็จของใครสักคนหนึ่ง เพื่อเอามา copy แล้วประสบความสำเร็จแบบเดียวกันได้ แต่ถ้าให้กูรูที่วิเคราะห์ความสำเร็จออกมาได้เป็นฉากๆ คิดอะไรก็ได้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จแบบเดิมใหม่อีกหน พวกเขาจะทำได้รึเปล่า

สตีฟ จ๊อบส์ เป็นคนหนึ่งที่มองเห็นความงี่เง่าอันนี้ แล้วคิดออกมาเป็นคำพูดที่เตือนสติบัณฑิตจบใหม่ที่แสตนฟอร์ดเรื่อง Connecting the dots ที่บอกว่า เราไม่เคยรู้ล่วงหน้าว่าหนทางของความสำเร็จต้องเดินไปทางไหน เราจะมองเห็นทางนั้นก็ต่อเมื่อเรามองย้อนกลับไปทีหลังเท่านั้น ซึ่งมันจะดูง่ายกว่าความเป็นจริง และไร้ประโยชน์ด้วย วิธีการที่ดีที่สุดในการประสบความสำเร็จคือ ลองทำให้เยอะที่สุด เก็บประสบการณ์การทำงานที่เข้ามาในชีวิตให้ได้มากที่สุด อย่ามัวแต่เลือกว่าอันนั้นไม่เอา อันนี้ไม่ใช่ตัวฉัน อันโน้นฉันไม่ชอบ อันนี้ดูใช้แรงงานมากเกินไป แล้ววันหนึ่งเราจะตกใจเมื่อพบว่า งานที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับเป้าหมายชีวิตในอดีตที่เราเคยทำ กลับเป็นสิ่งที่ช่วยส่งให้เราไปถึงจุดมุ่งหมายได้แบบงงๆ ยิ่งทำมากยิ่งได้เปรียบ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงทำงานให้หนัก (แทนที่จะมัวหาแต่ทางลัด) และจงเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ อย่าปิดตัวเองที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะวันหนึ่งมันจะเป็นประโยชน์สำหรับเราได้โดยไม่น่าเชื่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*