Millennials และ Gig Economy

โลกในยุคของลูกหลาน ประชากรวัยทำงานจะลดลง แต่ตำแหน่งงานก็ลดลงด้วยในสัดส่วนที่อาจจะมากกว่า เพราะจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ลูกหลานของเราจะหาเลี้ยงชีพกันยังไง?

บังเอิญว่าเด็กรุ่นใหม่อยากมีอิสระมากขึ้นด้วย พวกเขาจึงอาจไม่อยากงานประจำอยู่แล้ว ถ้ามองอย่างนี้ก็ดูเหมือนว่า ธุรกิจส่วนตัว จะเป็นคำตอบของคนยุคใหม่ แต่โดยส่วนตัวมองว่า การให้คนส่วนใหญ่หันมาทำธุรกิจส่วนตัว ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงค่อนข้างยาก ผู้ประกอบการยังเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนส่วนใหญ่ ทั้งในเรื่องของความสามารถและเรื่องของจิตใจ

ยิ่งสมัยนี้ดูเหมือนตลาดจะเอื้อต่อบริษัทขนาดใหญ่มากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ตลาดส่วนใหญ่อิ่มตัวจนคนตัวเล็กมาใหม่แทบจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลย ทุกวันนี้คนจำนวนมากฝันอยากมีธุรกิจแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไรได้ ส่วนสตาร์ทอัพนี่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นการเดิมพันเพื่อล้มธุรกิจขนาดใหญ่ แม้ภาครัฐจะโหมโปรโมต แต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายแล้ว สตาร์ทอัพก็น่าจะเป็นเรื่องของคนส่วนน้อย (ไม่ถึง 1% ของประชากร) ไม่ใช่คำตอบด้านอาชีพของคนส่วนใหญ่แน่นอน แม้แต่สตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ก็จะมาลดตำแหน่งงานลงอีก ไม่ใช่เพิ่มขึ้น เพราะเน้นการเอาเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนคน

ฟรีแลนซ์เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่า แต่ก็ยังยากเหมือนกัน อาชีพที่เหมาะจะเป็นฟรีแลนซ์ มีแค่บางอาชีพเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการความสามารถเฉพาะตัวสูง เช่น กราฟฟิกดีไซเนอร์ คนเขียนโปรแกรม พิธีกร คนส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้อีก แถมชีวิตของฟรีแลนซ์ไม่ได้ง่าย ต้องหาลูกค้าเก่ง ต้องรับผิดชอบสูง ทำงานหนักได้ ทำลายสุขภาพ ฯลฯ

จากการสำรวจคนที่อายุต่ำกว่า  30 ปีทั่วโลกพบว่า จำนวนถึง 70% ก็ยังต้องทำงานประจำอยู่ ซึ่งตัวเลขในเมืองไทยน่าจะเยอะกว่านี้อีก ดังนั้นเอาเข้าจริงๆ ต่อให้มิลเลนเนียลจะชอบอิสระขนาดใหญ่ แต่ในโลกของความเป็นจริง พวกเขาก็ยังไม่สามารถมีงานอิสระได้ เพราะมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเลย

แล้วถ้างานประจำมีให้ทำน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยล่ะ ต่อไปจะเป็นยังไง?

ที่จริงผมกลับคิดว่า ทางออกที่ดูเป็นไปได้มากที่สุด น่าจะเป็นการที่คนส่วนใหญ่ในอนาคตจะมีอาชีพมากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งเทคโนโลยีนี่แหละที่จะเข้ามาช่วยให้เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ Uber ถ้ามองในแง่คนขับแล้ว Uber คือเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว ที่ช่วยให้คนมีงานทำมากขึ้น เพราะทำให้คนที่ต้องการรถ กับคนที่มีรถแต่ไม่รู้จะใช้หาเงินยังไงได้เจอกัน แล้วที่สำคัญที่สุดคือ การขับรถเป็นทักษะที่คนส่วนใหญ่ในสังคมสามารถทำได้ ไม่เหมือนกับการเขียนโปรแกรม หรือวาดภาพ ซึ่งต้องเป็นมืออาชีพถึงจะทำได้ ดังนั้นเทคโนโลยี แบบ Uber น่าจะเป็นคำตอบของโลกอนาคตเรื่องการหารายได้ให้คนทดแทนตำแหน่งงานประจำได้

นอกจากการขับรถแล้ว เรายังสามารถ Uberise อะไรต่อมีอะไรได้อีกมากมายในอนาคต เช่น ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมบ้าน สอนการบ้าน เฝ้าคนแก่ เฝ้าคนไข้ ฯลฯ ในอนาคต คนเราอาจมีอาชีพที่สองมากขึ้น มากกว่าที่จะกลายเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือว่าออกมาทำฟรีแลนซ์ (หรือไม่แต่เล่นหุ้นเป็นอาชีพ ต่อไปผมว่าน่าจะมีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะตลาดหุ้นอิ่มตัว หุ่นยนต์เต็มตลาด ผลตอบแทนจึงไม่ดี)

ที่จริงคนเวียดนามส่วนใหญ่มีอาชีพมากกว่าหนึ่งเป็นเรื่องปกติมานานแล้ว ก่อนยุคไอทีเสียอีก เพราะความจำเป็นเรื่องเงินเดือนของตำแหน่งส่วนใหญ่ไม่พอใช้ ทุกคนต้องทำงานพิเศษเพิ่ม เช่นรับจ้างซักผ้า ฯลฯ ส่วนเมืองไทย จริงๆ ผมว่า เทรนด์อาชีพที่สองมันควรจะมาได้ตั้งนานแล้ว เพราะทุกวันนี้เงินเดือนของคนก็ไม่ได้เยอะ แต่คิดว่าที่มันยังไม่ค่อยมา น่าจะเป็นเพราะวัฒนธรรมไทย ติดเรื่องหน้าตา ใครทำงานพิเศษจะดูจน ก็เลยยอมจนจริงๆ ดีกว่าดูจน ถ้าหากสังคมไทยออกจากค่านิยมนี้ได้ มองคนที่ทำงานหนักๆ เป็นไอดอล น่าจะช่วยเศรษฐกิจของประเทศได้มากทีเดียว

ยังไงก็แล้วแต่ Gig Economy จะเป็นแค่การแก้ปัญหาชั่วคราวในช่วงที่ตำแหน่งงานลดลง แต่คนยังปรับตัวไม่ทันเท่านั้น สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าหุ่นยนต์จะทำงานแทนคนได้ในทุกเรื่องๆ จนแทบไม่เหลือตำแหน่งงานให้คนทำเลย ซึ่งถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ ผมเคยเสนอแนวคิดไว้แล้วว่า รัฐบาลควรจะแจกเงินให้คนไปซื้อบริการจากหุ่นยนต์แทน ไม่ต้องทำงานแล้ว เพราะถ้าหุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้ทุกอย่างจริงๆ ก็มีงานทำก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับคนอีกต่อไป (เป็นแค่ options ที่ทำด้วยความอยากเท่านั้น) แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น มันต้องมีอะไรบางอย่างมาประคับประคองตลาดแรงงานครับ

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*