ไปอัพเดตตัวเองเรื่องธุรกิจอีคอมเมิร์ซมา

img_1223ไปอบรมอีคอมเมิร์ซกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดี มาครับ เป็นคอร์สอบรมฟรีสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมไว้แล้ว

ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ไปอัพเดทตัวเองเกี่ยวกับแวดวงอีคอมเมิร์ซด้วย มีประเด็นน่าสนใจที่ขอนำมาแชร์กันดังนี้ครับ

วิทยากรหลายท่านพูดคล้ายกันว่า โซเซียลเน็ตเวิร์ก เป็นเครื่องมือสร้าง brand awareness ที่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าจะก่อให้เกิดการซื้อจริงได้ เพจที่สร้างปรากฏการณ์ viral เป็นแสนเป็นล้านแชร์ แต่ขายของหรือหาเงินไม่ได้เลย มีเยอะมาก ซึ่งไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ฉะนั้นผู้ประกอบการอย่าคิดแค่ว่าทำยังไงให้ได้ยอดแชร์ยอดไลท์ให้เยอะที่สุด แต่ทำยังไงถึงจะก่อให้เกิด conversion rate สูงสุด

upintheair_omega

ฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Up in the air เป็นฉากที่ถูกออกแบบมาเพื่อโฆษณานาฬิกาโอเมก้าโดยเฉพาะ คนดูเห็นแต่ติดตาอยากได้ พฤติกรรมต่อไปของคนดูคือการเข้าไปค้นกูเกิล ซึ่งโอเมก้าทำ SEO รอไว้แล้ว เพื่อพาลูกค้ามายังร้านออนไลน์ เพื่อที่จะปิดการขายได้ทันที

Kim Kardashian อดีตเป็นเพื่อนของ Paris Hilton ที่ไม่ได้เด่นอะไร วันดีคืนดีเธอลุกขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองลงอินสตราแกรมตลอดเวลา จนมีแต่คนเข้ามาด่า แทนที่เธอจะ hurt เธอจับจุดนี้ได้ แล้วก็เริ่มเซลฟี่ตัวเองมากขึ้น เพื่อให้คนด่าเยอะๆ ในที่สุดเธอก็ดังกว่า Hilton นิตยสารแฟชั่นทุกฉบับเขียนด่าเธอแต่ก็ต้องเอาเธอขึ้นปก เพราะมันทำให้หนังสือขายดี คนดูด่าเธอแต่ก็อยากดูเธอ ทำให้เธอสามารถเก็บเงินค่าสมาชิกคนเข้าไปดูรูปเซลฟี่ของเธอได้เดือนละหกร้อยล้านบาท การโพสต์สินค้าขึ้นอินสตาแกรมของเธอต่อหนึ่งภาพราคาหลายสิบล้านบาท เธอคือตัวอย่างของการตลาดบนโซเซียลเน็ตเวิร์กที่เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก

img_1215

เว็บอีคอมเมิร์ซที่มี conversion rate สูงสุดในโลกของปีนี้คือ ร้านขายเก้าอี้ออนไลน์ในญี่ปุ่น มีอัตราการเข้ามาดูแล้วซื้อสูงถึง 5.5 คนต่อ 100 คน เป็นเว็บที่มีรายละเอียดทุกอย่างที่ใส่ใจเพื่อให้นำไปสู่การปิดการขายได้

Konvy.com เป็นเว็บของเครื่องสำอางของชาวจีนสองคน ที่มาเที่ยวไทยแล้วตกใจที่พบว่าคนไทยซื้อเครื่องสำอางในตลาดนัด เพราะในจีนขายไม่ได้ แต่ของไทยไม่มีใครมาตรวจ (น่าสนใจว่า จีนเข้มงวดเรื่องพวกนี้ในประเทศตัวเอง แต่ไม่ค่อยสนใจถ้าเป็นการส่งออกไปนอกประเทศ) ก็เลยตัดสินใจมาเปิดเว็บในไทย นำเข้าสินค้ามาจากไต้หวัน ปัจจุบันกวาดกำไรไปปีละ 500 ล้านบาท

รัฐบาลจีนช่วยผู้ประกอบการมาก โรงงานพลาสติก 4000 แห่งในจีนผูกสินค้าคงคลังเป็นฐานข้อมูลเดียวกันบนอาลีบาบ่า โดยมีรัฐบาลจีนสนับสนุน ช่วยลดการตัดราคากัน โรงงานไหนที่มีสต็อกเก่ากว่าจะได้ส่งออกก่อน อาจเรียกได้ว่า นโยบายจีนต้องการออกไปขายของข้างนอกประเทศ แต่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติที่จะเข้ามาขายของให้คนจีน

คนที่ซื้อมาขายไป โอกาสกำไรเมื่อฝากขายตาม marketplace เช่น ลาซาด้า จะมีน้อยกว่าการเปิดเว็บของตัวเอง เพราะค่าใช้จ่ายจิปาถะของ marketplace สูงมาก ทำให้ไม่เหลือกำไร (แต่ถ้าเป็นสินค้าของตัวเอง จะทำกำไรได้ เพราะมาร์จิ้นสูงพอ) ดังนั้นการขายผ่านลาซาด้าจึงเหมาะกับคนที่มีสินค้าของตัวเอง เพราะยอดขายจะสูง แต่ค่าใช้จ่ายจะมาก

img_1224

ทุกวันนี้ คนไทยสามารถขายของใน Amazon เพื่อขายคนทั่วโลกได้ โดยส่งสต็อกสินค้าไปที่คลังของอเมซอนในอเมริกาทีเดียว เพื่อให้อเมซอนจัดส่งให้ลูกค้าเอง โดยอเมซอนเก็บค่า fullfillment 17% ของยอดขาย ซึ่ง Aliexpress ก็มีแต่เก็บแค่ไม่เกิน 9% แต่ว่าโอกาสที่จะโดนคืนสินค้าของ Aliexpress อาจสูงถึง 40% ในขณะที่อเมซอนแค่ 0.2% เท่านั้น จึงอาจจะคุ้มกว่าก็ได้ ปัจจุบันอเมซอนมีพนักงานประจำประเทศไทยแล้ว แต่ยังไม่มีสำนักงานเป็นทางการ กำลังเข้ามาลุยในไทยแบบจริงๆ จังๆ เร็วๆ นี้

การเปิดร้านกับอาลีบาบ่ามีค่าแรกเข้าสี่หมื่นบาท แบบฟรีก็มี มีคนไทยขายของในอาลีบาบาสี่หมื่นคน แต่มีร้านที่ยอมจ่ายสี่หมื่นราวสองพันร้าน คนจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูในอาลีบาบาต้องการมาหาโวลุ่มซัพพลายเออร์ ถ้าอยากขายปลีกคนจีนต้องไปขายที่ Taobao

LINE shop ยุติการพัฒนาแล้ว เพราะพบว่าคนไทยไม่ชอบเข้าไปดู ส่วน LINE ads เหมาะกับคนที่มีฐานลูกค้าที่รอโปรโมชั่นจากเราอยู่แล้ว ไม่เหมาะกับการส่งให้ลูกค้าใหม่

Rakuten ไม่เคยได้กำไรในอาเซียนเลย ขาดทุนตลอด ตอนนี้ถอนออกจากอาเซียนแล้ว

คนซื้อของออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่กระทบกับร้านเล็กๆ แล้ว แม้แต่เซเว่นเองก็เริ่มได้รับผลกระทบ ทำให้ปีหน้า เซเว่นจะทำ marketplace เต็มรูปแบบในนาม shopat24 เช่นเดียวกัน COL

ตอนนี้บ้านเรามีธุรกิจ fullfillment เยอะมาก รับส่งสินค้าให้ร้านค้า เช่น siamoutlet, sokojan, mycloud, dpx, nikko เป็นต้น พวก payment gateway ก็เยอะมาก เช่น thaiepay.com, paypaid, paysolution เป็นต้น

ทุกวันนี้เราหนีไม่พ้นการโดนเอาเบอร์มือถือไปให้คนโทรมาขายของ เพราะว่าผู้ให้บริการมือถือทั้งสามเจ้าขายเบอร์เราเอง เพราะเราเซ็นยินยอมไว้ในสัญญาณเปิดซิมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ให้บริการมือถือมีรายได้จากการขายข้อมูลถึง 70 บาทต่อเลขหมาย ทำให้แจงซิมฟรีได้สบายๆ ถ้าไม่อยากโดนโทรมาขายของจริงๆ ต้องใช้มือถือของ TOT เพราะเป็นเจ้าเดียวที่ยังไม่ได้ขายข้อมูล

ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ข้อมูลเกี่ยวกับการประกันสินค้าทุกอย่าง จะต้องอยู่ในหน้าเดียวกับรายละเอียดสินค้าทุกชิ้น จะไปเขียนรวมกันไว้ในหน้าใดหน้าหนึ่งไม่ได้

อยากคิดว่าอีคอมเมิร์ซจะเป็นงาน Part-time ได้ เพราะเมื่อไรที่มีออเดอร์วันละห้าออเดอร์ขึ้นไป ไม่สามารถทำเป็น Part-time ได้แล้ว เพราะงานในการตอบคำถามลูกค้าและจัดส่งตามแก้ปัญหาจะเยอะมาก

การสร้างเว็บขายของต้องคิดไว้ว่า ถ้าลูกค้าไม่พบสิ่งที่สนใจในสามวินาที ลูกค้าจะปิดทิ้ง ถ้าพบสินค้าที่อยากซื้อแล้ว แต่ต้องเข้าเกิน 3 คลิกกว่าจะซื้อได้ ก็จะปิดทิ้งอีกเช่นกัน ราคาสินค้าเป็นข้อมุลที่สำคัญต่อการตัดสินใจต้องแสดงไว้ตั้งแต่แรกๆ เลย

 

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *