คิดบวกแค่ไหนดี

ผมเห็นด้วยว่า คนเราควรจะคิดบวกนะ ตัวอย่างเช่น คนสองคนโปรไฟล์เท่ากัน ไปสัมภาษณ์งาน คนหนึ่งคิดบวก อีกคนคิดลบ คนแรกจะดูมั่นใจมากกว่า ประหม่าน้อยกว่า ทำให้มีโอกาสสอบสัมภาษณ์ได้ดีกว่า เป็นต้น การคิดบวกช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น เพราะส่งผลด้านจิตใจ

แต่เทรนด์การคิดบวกสมัยนี้ไปไกลกว่านั้นมาก ประมาณว่าการคิดบวกแก้ไขปัญหาชีวิตได้หมดทุกเรื่อง บางคนเชื่อไปถึงขนาดว่า แค่คิดบวกอย่างเดียว ก็ประสบความสำเร็จได้ หรือแค่สั่งจิตตัวเองไปเรื่อยๆ ก็จะได้สิ่งที่ต้องการเอง หรือคิดบวกไม่มีข้อเสียมีแต่ข้อดียิ่งคิดบวกมากแค่ไหนยิ่งดี ไปกันขนาดนั้นเลย

เหตุผลของการคิดบวกให้สุดๆ ที่มักได้ยินกันคือ ถ้าเล็งไปดวงจันทร์ แต่สุดท้ายแล้วไปไม่ถึง อย่างน้อยก็ยังตกอยู่ท่ามกลางดวงดาว อะไรทำนองนี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะว่าการคิดแบบนั้นมีข้อดีอยู่ แต่ผมก็เห็นว่า มันมีข้อเสียด้วย ไม่ได้มีแต่ข้อดีไม่มีเสียอย่างที่ชอบพูดๆ กัน

ข้อเสียของการคิดบวกแบบไร้ขอบเขตแบบนั้น คือ ในหลายๆ กรณี มันกลายเป็นข้ออ้างให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ให้เราปฏิเสธความเป็นจริง หลีกหนีอุปสรรค์ที่ดูยุ่งยากเกินไป (แต่ว่าจำเป็นสำหรับการบรรลุเป้าหมาย) ซุกปัญหาไว้ใต้พรม แกล้งมองไม่เห็นปัญหาของตัวเองเพื่อให้รู้สึกสบายใจ

โดยส่วนตัวผมไม่ใช่พวกที่ชอบเล็งไปดวงจันทร์ ตอนเรียนหนังสือผมจะไม่อยากสอบได้ที่หนึ่ง แต่ผมอยากสอบได้ A เป็นคนสุดท้ายพอดี เราจะได้แบ่งเวลาไปอ่านวิชาอื่นที่เรายังอ่อนอยู่เป็นต้น การสอบได้ที่หนึ่งบางทีก็เหมือนขาดทุน เพราะใช้แรงเกินความจำเป็นไปมาก ถ้าสอบได้คาบเส้น A พอดีนั่นคือได้กำไรสุดๆ

ตอนไปสมัครงาน ผมไม่ไปสมัครบริษัทอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมที่พวกเสือสิงห์กระทิงแรดทุกคนไปสมัครกัน แต่ผมไปสมัครบริษัทอันดับรองๆ ลงมา ซึ่งพบว่า การแข่งขันมีน้อยกว่า และทำให้เรามีโอกาสที่ดีกว่า เพราะเราเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเขา การได้โอกาสรับผิดชอบงานที่ดีๆ จากนายจ้างกลับมีประโยชน์ต่างผมมากกว่าการได้อยู่บริษัทที่ดังๆ แต่ไม่ได้รับโอกาสที่ดีเพราะมีแต่คนที่เก่งกว่าเราอยู่ในแผนก

ใครจะอยากเป็นที่หนึ่งกันหมด ก็ช่างเขาไป สำหรับผม ผมมองในเชิงกลยุทธ์ ชอบมองหาช่องว่างที่มีการแข่งขันน้อย แต่ได้ผลตอบแทนที่ดีพอประมาณ อยู่เสมอ เป็นคนแบบนี้มาตลอด อะไรที่ทุกคนแห่ตามกันไป ถึงเวลาจริงๆ ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะดีจริงสักที ยุคหนึ่งคนแห่เรียนนิเทศศาสตร์ พอจบออกมาก็ล้นตลาดพอดี สมัยผมเรียนวิศวะ เขาก็ฮิตไปเรียนไฟแนนซ์กัน ซึ่งพอพบออกมาก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งพอดี ยุคนี้เห็นว่าแห่เรียนนิติศาสตร์กัน ตอนนี้ฟองสบู่ก็น่าจะใกล้แตกแล้ว ไม่รู้ทำไม แต่มันชอบเป็นแบบนี้ทุกทีเลย

ผมสงสารบางคนที่ถูกหลอกให้ฝันจะเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ แต่บังเอิญเป็นคนที่เสียงหวยแตกมาก หูเพี้ยน แต่เขาก็จะไล่ล่าฝันของเขาอยู่อย่างนั้น โดยที่มองไม่เห็นข้อเสียเปรียบของตัวเอง ถ้าเอาเวลาไปหาทางเข้าสู่อาชีพอื่นอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่า เด็กมัธยมบางคนถูกปลูกฝังให้เป็นหมอ ทั้งที่เกรดแย่มากๆ แล้วก็ยอมสอบใหม่ปีแล้วปีเล่า เพราะรับไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องทำอาชีพอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝัน ทั้งที่บางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้องมีแค่ฝันเดียว น่าจะลองมองหาฝันที่สองที่สามของตัวเอง ที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า แล้วมุ่งไปทางนั้น เช่นนี้เป็นต้น

บางทีอาจเป็นเพราะคนเราชอบอยู่กับความฝันที่หอมหวาน มากกว่าอยู่กับความจริงที่โหดร้ายอยู่แล้ว ทำให้กูรู Life Coach ต่างๆ ต้องจับจุดนี้ เลยสอนให้ฝันให้สุดๆ เพราะจะทำให้คนมีอยากฟังพวกเขาพูดมากกว่า เป็น win-win ทั้งสองฝ่าย ก็เลยมีแต่คนสอนกันแบบนี้ เพราะใครที่สอนเป็นแบบอื่น จะถูกมองไม่ดี (หนังสือหุ้นคุณสอนให้ออมได้แค่ล้านเดียวเองเหรอ ของกูรูอีกคนหนึ่งเขาสอนให้รวยได้หมื่นล้านเลยนะ – อะไรนะ ธุรกิจเริ่มต้นมีโอกาสรอดแค่ 20% เองเหรอ อึมมันดูคิดลบนะ คนอ่านตกใจหมด ตัดออกไปได้มั้ย (บก.หนังสือ) ฯลฯ) หนึ่งในสูตรสำเร็จของการที่สเตตัสจะได้รับการ viral คือ ต้องเป็นเนื้อหาที่คิดบวก ดังนั้นโซเซียลเน็ตเวิร์กจึงเต็มไปด้วยการบอกให้เราคิดบวก ส่วนการใช้เหตุผลหรือมองโลกตามความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องคิดได้เอง เพราะจะไม่มีใครมาคอยบอกเราในโซเซียลเน็ตเวิร์ก

เราอยู่ในยุคที่ความคาดหวังมากกว่าความเป็นจริงไปมากๆ ทั้งห้องมี 60 คน แต่มีเด็กครึ่งห้องต้องสอบได้ที่หนึ่งเท่านั้นถึงจะพอใจ มีแต่คนอยากเป็นนายกรัฐมนตรี นักบินอวกาศ ดารานักร้อง ทุกคนอยากเป็นบิลเกตต์ แต่คนที่รวยที่สุดในโลกมีได้แค่หนึ่งคน อาชีพส่วนใหญ่ที่มีให้คนทำ กลับได้แก่ พนักงานออฟฟิศ ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% แต่ทุกคนในตลาดตั้งเป้าผลตอบแทนปีละ 100% สภาพสังคมแบบนี้ทำให้ยุคนี้โรคซึมเศร้ากลายเป็นโรคยอดฮิตของคน

คิดบวกน่ะดี แต่คิดบวกกว่าความเป็นจริงแค่หน่อยๆ แล้วอยู่กับความเป็นจริงให้มากๆ เพื่อมองให้เหตุถึงข้อบกพร่องของตัวเอง เพื่อจะได้หาหนทางแก้ไข หรือมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่อาจจะไม่ใช่การเป็นที่หนึ่ง แต่ทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงกว่า และเป็นทางเลือกที่เราก็พอใจ แล้วจึงมุ่งไปทางนั้นให้เต็มที่ มันจะเป็นวิธีคิดที่ดีกว่ามั้ย?

 

4 thoughts on “คิดบวกแค่ไหนดี”

  1. “…….ยุคนี้เห็นว่าแห่เรียนนิติศาสตร์กัน ตอนนี้ฟองสบู่ก็น่าจะใกล้แตกแล้ว ไม่รู้ทำไม แต่มันชอบเป็นแบบนี้ทุกทีเลย……. ” ฟองสบู่ใกล้แตกแล้วหรือครับ หรือหมายความว่าไงครับ เรื่องฟองสบู่ใกล้แตกไม่ใกล้แตกอยากให้คุณโจ๊กวิเคราะห์ มี indicator อะไรดูจากไหนน่ะครับ

    :จากแฟนเหนียวแน่น

  2. ถามผู้กองเบิร์ดดีกว่า น่าจะตอบได้ดีกว่าผม:)

  3. สมัยก่อนนั้น อาชีพผู้พิพากษา กับ อัยการ เงินเดือนน้อย คณะนิติศาสตร์ และ คุณวุฒิเนติบัณฑิต ไม่เป็นที่น่าสนใจเท่าไรนัก การสอบแข่งขันก็น้อย เบาบาง แต่ปัจจุบัน มีการปรับฐานเงินเดือนผู้พิพากษา กับ อัยการ ให้สูงลิ่ว เช่น เพียงมีอายุงานสิบปี ก็เงินเดือน บวกเงินประจำตำแหน่ง ก็แสนกว่าแล้ว ทั้งยังมี สวัสดิการชั้นเทพ และมีเกียรติยศสูงส่ง ระดับท็อปเทนของจังหวัด อีกด้วย ในขณะที่ข้าราชการอื่น อยู่ในฐานเงินเดือนระบบเก่า (กพ.) อายุงานสิบปี ได้เงินเดือนสองถึงสามหมื่นเท่านั้น

    สภาพแบบนี้ เป็นประโยชน์แก่คนที่อยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษาและอัยการ อยู่ก่อนจะมีการปรับฐานเงินเดือนให้สูงขึ้น เพราะ เหมือนพวกเขา เข้าซื้อหุ้นตั้งแต่สมัยที่ยังราคาถูกๆ ไม่มีใครสนใจ แล้วถือยาวจนมันบูม และสูงค่า คนที่เพิ่งจะแห่กันไปเรียนนิติศาสตร์ในตอนนี้ เหมือนเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ หากเข้าไปตอนนี้ก็ต้องสู้รบกับหัวกะทิจำนวนมาก ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นกับความเก่ง ความขยัน การทุ่มเท เงินจากทางบ้าน และ ดวง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *