ธุรกิจในโลกไซเบอร์ (2)

เขียนถึงธุรกิจ Platform ไปแล้ว ขอเขียนถึงธุรกิจสร้าง Content บนโลกไซเบอร์บ้าง

ถ้าเปรียบเทียบโลกไซเบอร์กับโลกธุรกิจ สินค้าในโลกไซเบอร์ก็คือข้อมูล เพราะว่าโลกไซเบอร์สามารถส่งข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว มันจึงเป็นโลกที่เหมาะสำหรับการขนส่งข้อมูลเป็นอย่างมาก Content จึงกลายเป็นสินค้าที่ make sense ที่สุดในโลกไซเบอร์

ถ้าหา Platform คือพวกร้านเซเว่น คนทำ Content ในโลกไซเบอร์ก็คือพวกผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ที่ขายในเซเว่น ธุรกิจนี้จึงเหมาะกับคนตัวเล็ก เพราะว่าคนตัวใหญ่กับคนตัวเล็กไม่ได้ได้เปรียบเสียเปรียบมากนัก เพราะธุรกิจนี้ต้องการความหลากหลายสูงมาก ยิ่งมีผู้ประกอบการเยอะยิ่งดี เหมือนของในร้านสะดวกซื้อมีเยอะยิ่งดี และถึงแม้ 7-11 จะทำสินค้าบางอย่างขายซะเองเลย แต่ก็ไม่สามารถทำทุกอย่างขายเองได้ทั้งหมด ยังไงก็ต้องพึ่งผู้ผลิต ทำให้เกิดช่องว่างของคนตัวเล็กได้เยอะกว่า

คนทำ Content ในโลกไซเบอร์จึงมีตั้งแต่ สำนักข่าวใหญ่ๆ ไปจนถึงบล็อกเกอร์ตัวคนเดียว ธุรกิจนี้ขึ้นกับไอเดียความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก ดังนั้น คนมีไอเดียดีไม่ว่าตัวเล็กหรือใหญ่ก็อาจดังชั่วข้ามคืนได้เลย แต่ข้อเสียก็คือมันยากที่จะดังได้ตลอดไป เพราะคนเบื่อง่าย และไม่มีใครที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ต่อเนื่องไปได้ตลอดกาล ต่างจากสินค้าแบบยาสีฟันที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ครั้งเดียว ขายได้ตลอดชาติ แต่ธุรกิจนี้ต้องเหนื่อยไปตลอด หยุดคิดไม่ได้

Barrier to Entry ของธุรกิจนี้ต่ำมาก เกือบเป็นศูนย์ ดังนั้นการแข่งขันจึงเยอะมาก ทุกรายต้องแข่งกันเรียกร้องความสนใจจากคนเสพ เพราะคนดูแต่ละคนมีเวลาเสพไม่เกินวันละ 24 ชม. วันหนึ่งจะรับรู้ดราม่าได้ไม่เกิน 5 เรื่อง เยอะกว่านั้นสมองรับไม่ไหว คนดูจึงต้องเลือกเสพแต่เรื่องที่ตัวเองสนใจ หรือแคร์จริงๆ เท่านั้น จึงเป็นความยากของคนทำ Content ในการเรียกร้องความสนใจ สุดท้ายแล้ว Content ทั้งหมดบนโลกไซเบอร์เลยต้องฟรี เพราะถ้ามีให้เลือกระหว่างของฟรีกับของเสียเงิน คนดูจะเลือกของฟรีก่อน เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าจ่ายเงินแล้วจะได้ข้อมูลที่อยากเสพเสมอไป เลือกฟรีไว้ก่อนดีกว่า ก็เลยทำให้การหารายได้ของธุรกิจนี้ต้องมาในทางอ้อมๆ เสมอ เก็บเงินจากคนดูโดยตรงยากมาก

รายได้ทางอ้อมที่พื้นฐานที่สุดคือ ขายโฆษณา แต่เป็นรายได้ที่น้อยเกินไป อยู่รอดยาก เพราะผู้ผลิตเนื้อหาแค่รายเดียว จะไม่สามารถสร้างเนื้อหามากพอที่จะทำให้ได้รายได้จากโฆษณาที่เป็นกอบเป็นกำได้เลย การหาสปอนเซอร์จากองค์กรธุรกิจโดยตรงแทนที่จะพึ่งพา Adsense สามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า แต่ก็มักจะต้องแลกมาด้วยความไม่ตรงไปตรงมาบางอย่าง เช่น ต้องเขียนเชียร์ หรือเขียนให้เหมือนความคิดเห็นของตัวเองแต่จริงๆ แล้วเป็นโฆษณา เป็นต้น

แต่ยังไงๆ ธุรกิจนี้ก็เป็นธุรกิจหนึ่งที่คนตัวเล็กก็ทำได้ หรือใครที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจจะทำเมื่อไรก็ทำได้ เพราะโลกยังต้องการ Content ใหม่ๆ อยู่เสมอ ขอเพียงแค่หา niche ที่ดีให้เจอ คือเป็น niche ที่แคบพอที่จะสร้างจุดเด่น แต่กว้างพอที่จะทำเงินได้ และสมัยนี้ควรทำในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เช่น เป็นบริษัท มีทีมวิ่งหาลูกค้า มีทีมงานเต็มเวลาเขียนคอนเทนต์ เพราะ ​SEO สมัยใหม่ทำยากขึ้น โกงยาก จึงต้องใช้เวลานานขึ้น และต้องมีคอนเทนต์เยอะในระดับหนึ่ง บริษัทหนึ่งคนทำไม่ไหวแล้ว ตลาดยังต้อนรับคนที่ทำ Content ดีๆ เสมอ

ถ้าเป็นการทำแบบ one man show เห็น Youtuber ที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ หารายได้จากการทำของชำร่วย เช่น เสื้อยืด หรือให้คนดูบริจาคเงินตามจิตศรัทธา ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้มีรายได้มากขึ้น โดยยังรักษาความเป็นกลาง หรืออิสระทางความคิดของตัวเองได้อยู่ แต่รายได้แบบนี้ก็ไม่ได้มากนัก ถ้าไม่ได้มีสาวกเยอะจริงๆ

อีกวิธีคือการทำขายคอร์ส ขายสัมมนา เป็นเนื้อหาในส่วน exclusive ที่คนดูคนไหนอยากเสพเพิ่มขึ้นจะต้องเสียเงินซื้อ วิธีนี้ก็ได้ผลดีเหมือนกัน การคอร์สสอน หรือสัมมนา เป็น non-digital product ทำให้เสพบนหน้าจอไม่ได้ ถ้าจะเสพก็จำเป็นต้องจ่ายเงิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว สินค้าทำนองนี้จะขายได้มากหรือน้อย มักไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหา มากเท่ากับตัวตนของผู้สอน เพราะคนที่จะควักเงินเสพเนื้อหาที่ไม่ฟรี ส่วนใหญ่แล้วมักต้องมีศรัทธาในตัวเจ้าของเนื้อหามากพอ (ถ้าไม่งั้นก็หนีไปเสพของคู่แข่งที่ฟรีก็ได้)​ ดังนั้นมักจะพบเสมอว่า สุดท้ายแล้ว ธุรกิจนี้ไม่ใช่ธุรกิจขายเนื้อหา แต่เป็นธุรกิจขายไอดอล ศาสดา เจ้าลัทธิ ดารา เทพ กูรู อะไรทำนองนี้มากกว่า เพราะการขายตัวตนหรือบุคลิกของคนนั้น มักทำเงินได้มากกว่าการขายข้อมูลแห้งๆ เพราะมี emotional value สูงกว่า เราจึงมักจะเห็นคนทำ Content มุ่งสู่หนทางแบบนี้กันเยอะเลย เพราะจริงๆ แล้ว แมส ไม่ได้เสพเนื้อหา แต่เสพบุคลิกภาพหรือไอดอลมากกว่าเสียอีก วิธีนี้จึงมักทำเงินได้ดีกว่าการขายเนื้อหาตรงๆ

ถ้ามองในมุมนี้แล้ว อาจจะเห็นได้ว่า ที่จริงแล้ว Content ในโลกไซเบอร์ ซึ่งมักต้องฟรี กลับไม่ใช่สินค้า แต่เป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการตลาดเท่านั้น ถ้า niche ที่เลือกทำไม่ใหญ่พอมักต้องมีสินค้าอย่างอื่นเอาไว้ทำรายได้ภายหลัง ขายแต่ Content อย่างเดียวด้วยการขายโฆษณาอยู่ยาก และยิ่งทุกวันนี้ Platform ต่างๆ ก็ดูจะบีบคนทำ Content มากขึ้น SEO ทำยากขึ้น ถ้าจะทำตัวเองให้เป็นที่มองเห็นในเฟซบุ้ก กลายเป็นว่าต้องจ่ายเงินให้เฟซบุ้ก ด้วยซ้ำ ทั้งที่เราทำ Content ให้เฟซบุ้กฟรีๆ Content จึงทำเงินไม่ได้ในตัวเอง แต่เป็นแค่เครื่องมือที่พาไปสู่การขายสินค้าจริง ดังนั้นถ้าใครไม่มีสินค้า มีแต่ Content ก็เหมือนลงทุนทำการตลาดไปโดยที่ไม่ได้มีของจะขาย หลายคนเป็นเจ้าของเพจที่มีคนตามไปแสนๆ ล้านๆ แต่หาเงินไม่ได้สักบาทเดียว มีต้นทุนค่าทำเนื้อหาอีกต่างหาก ต่างกับเพจที่มีไลค์แค่พอประมาณ แต่สินค้าที่มารองรับมีความพร้อมที่จะขายมากกว่า กลับทำรายได้ได้มากกว่าเยอะ เป็นต้น

โดยส่วนตัวมองว่า โลกออนไลน์ได้พัฒนามาถึงจุดที่มันกำลังจะกลับมาเชื่อมโยงกับโลกออฟไลน์แล้ว อเมซอนยังหันมาเป็นร้านออฟไลน์ ธุรกิจที่เป็นธุรกิจ Content ล้วนๆ ซึ่งดูเหมือนจะเอื้อกับอินเตอร์เน็ตมากที่สุดนั้น จริงๆ แล้ว อินเตอร์เน็ตได้ทำลายธุรกิจเหล่านี้จนหมด นึกถึงธุรกิจเพลง ธุรกิจหนังสือพิมพ์ เป็นต้น (แต่คนที่ได้รับประโยชน์คือผู้บริโภคที่ได้อ่านฟรี) ธุรกิจในยุคต่อไปที่จะอยู่รอดได้ต้องเป็นธุรกิจที่มีส่วนที่ offline อยู่ด้วย เพื่อให้สามารถเก็บเงินจากผู้บริโภคได้ ความคิดที่ว่าจะมีแค่ laptop ตัวเดียว ก็หาเงินได้ ไม่ต้องสต็อกสินค้า ส่งของ เป็นความคิดที่จะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากโลกไซเบอร์มากที่สุดคือธุรกิจ offline ที่รู้จักใช้โลกไซเบอร์เป็นช่องทางขายใหม่ ที่ราคาถูก ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีตัวตน อยู่แต่ในโลกไซเบอร์ล้วนๆ สุดท้ายแล้วธุรกิจแบบนั้นจะอยู่ไม่ได้ครับ (ยกเว้นธุรกิจ Platform รายใหญ่)

1 thought on “ธุรกิจในโลกไซเบอร์ (2)”

  1. สมัยนี้ผู้บริโภคซื้อของออนไลน์มากขึ้น แต่ที่ร้านในโลกออนไลน์ตอบสนองไม่ได้ ได้แก่ เรื่องความน่าเชื่อถือ บ่อยครั้งที่ซื้อของแท้ แต่ได้ของปลอม หรือของแท้มีตำหนิ เป็นต้น ต้นทุนการท้วงติงคืนของ ก็สูงจนต้องยอมรับสินค้าที่ไม่สมประสงค์นั้น และสินค้าจำพวกน้ำหอม เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเป็นสำคัญ ก็ไม่ประจักษ์แจ้งขณะสั่งซื้อ

    โลกออนไลน์เป็นช่วงทาง ทำธุรกิจของคนตัวเล็ก และ สินค้าแปลก สินค้าเฉพาะกลุ่มอย่างแท้จริง เช่น ดาบไทย ผ้ายีนส์เนื้อทราย ร้านรับทำเครื่องหนังตามสั่ง พวกนี้ โมเดินเทรดตอบสนองผู้บริโภคไม่ได้ เพราะ เจาะตลาดแมสเป็นสำคัญ สินค้าแปลกๆ และ สินค้าเฉพาะกลุ่ม ไม่คุ้มที่จะวางขาย (ขายยาก)

    พฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจุบัน แม้จะซื้อสินค้า เสื้อผ้า รองเท้า ครีมบำรุงผิว สินค้าทั่วไป ฯลฯ ก็นิยม สืบราคาจากอินเตอร์เน็ตก่อน และ หาตัวเลือกต่างๆในอินเตอร์เน็ต การเทียบราคา จึงเกิดขึ้นโดยเคร่งครัด ปริยาย

    คนที่เข้าใจว่า ผู้บริโภค จะค้นหาอะไรในอินเตอร์เน็ต แล้วสร้างเนื้อหา ให้ผู้บริโภคอ่าน โดยแทรกสินค้าเข้าไป เป็นช่องทางขายที่ลงทุนน้อย ใช้ไอเดียเยอะ แต่ก็ได้ผลดี เพราะ ไอเดีย มักจะมีคู่แข่งน้อย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*