ถอดรหัสนิตยสาร Monocle

Monocle เป็นนิตยสารเจาะกลุ่ม Upper Class และ Upper Class ระดับ Global คือ Upper Class ที่กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

Monocle มีวิธีคิดที่แปลกคือ ไม่เน้น online presence คือทำตัว off line สุดๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่นิตยสารหัวอื่นกำลังเจ๊งกัน แต่ Monocle กลับอยู่ได้ และอยู่ได้ดีด้วย เพราะกลายเป็นนิตยสารที่มี Positioning ที่เด่นมาก (ผมคิดว่า ถ้า Monocle เจาะ upper class ประเทศใดประเทศหนึ่งอาจจะไม่รอด แต่เจาะ upper class ทั่วโลก ทำให้อยู่ได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายใหญ่พอ)

ผมลองซื้อ Monocle มานั่งอ่าน ไม่ได้สนใจตัวเนื้อหามากเท่าไรหรอก แต่อยากรู้ว่าพวก Upper Class ในโลก เขาคิดอะไร สนใจอะไร แสวงหาอะไร มีค่านิยมเป็นแบบไหนกัน ซึ่งต้องเป็นแนวคิดที่เป็นแบบสากลด้วย เพราะ Monocle เจาะคนทั่วโลก จะได้รู้ว่า วิถีชีวิตแบบไหนที่คนทั่วโลกใฝ่ฝันมากที่สุด

จากการพยายามถอดรหัสดูพบว่า สิ่งที่ Monocle นำเสนอ หนีไม่พ้น โรงแรมหรูๆ ร้านอาหารดีๆ ผับบาร์ดีๆ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็นำเสนอหัวข้อการเมืองและธุรกิจด้วย คนอ่าน Monocle จึงเป็นคนที่มีรสนิยมในการใช้ชีวิต ซึ่งสังเกตได้ว่าจะชอบเสพประสบการณ์ชีวิตดีๆ เช่น การกิน การอยู่ การเดินทาง มากกว่าที่จะเสพการสะสมวัตถุ เหมือนคนรวยยุคเบบี้บูม สังเกตว่า Monocle ไม่ค่อยพูดเรื่องรถแพงๆ หรือกระเป๋าแบรนด์เนม แต่จะพูดเรื่องเฟอร์นิเจอร์ทำมือ งานศิลปะ อะไรทำนองนั้นมากกว่า ซึ่งแนวโน้มนี้ดูจะสอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่าคนรุ่นใหม่อยากได้วัตถุน้อยลง (เช่น รถสปอร์ต) แต่อยากได้ประสบการณ์ชีวิตมากกว่า (เช่น ได้เที่ยวรอบโลก กินอาหารหรูๆ) คนอ่าน Monocle จะเป็นพวกที่สุขนิยมที่รอบรู้เรื่องวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่รวยแบบวัตถุนิยมหัวกลวงๆ หรือสะสมวัตถุเพียงเพื่อต้องการอวดคนรอบข้าง

ในเวลาเดียวกันคนอ่าน Monocle ต้องมีสมองด้วย เพราะต้องคุยการเมืองรู้เรื่องสนใจ และยังต้องเป็นคนที่มีงานมีการทำ โดยเฉพาะทำธุรกิจเอง ไม่ใช่แค่รวยอย่างเดียว เพราะแบมือของเงินพ่อแม่ แต่คนอ่าน Monocle จะไม่ได้สนใจธุรกิจทุกรูปแบบ แต่จะสนใจธุรกิจที่ตอบสนองจิตวิญญาณของตัวเองได้ด้วย (ไม่ใช่โรงงานทอผ้าต้นทุนต่ำน่าเบื่อๆ แต่เป็นธุรกิจที่มีศิลปะหรือมีนวัตกรรมเป็นส่วนประกอบ)​

Monocle ค่อนข้างปฏิเสธไอที อยากให้คนอ่านปิดหน้าจอ ปิดทีวี แต่ไปงานเทศกาลดนตรี ไปเดินตลาดสด ออกกำลังกายเป็นประจำ อ่านหนังสือ อ่านนิยาย ฟังดนตรี เสพงานศิลปะ ซึ่งตรงนี้จะมีความเชื่อมโยงกับหนังสือ Kinfolk ค่อนข้างมาก แต่ผมชอบแนวทางของ Monocle มากกว่า เพราะฮิปสเตอร์มีชีวิตดี๊ดีก็จริง แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่า พวกเขาเอาเงินจากไหนมาใช้ชีวิตดี๊ดี ในขณะที่ Monocle จะ real กว่า เพราะบอกว่าต้องทำธุรกิจด้วย ถึงจะมีรสนิยมและวิถีชีวิตที่ดีได้

ผมว่า Monocle มีความคล้ายกับนิตยสาร the Rolling Stones อยู่ เพราะเป็นนิตยสารที่สามารถพูดถึงหนังเพลงและการเมืองได้ในเล่มเดียวกันกัน เจาะกลุ่ม upper class เหมือนกัน ส่วนถ้าใครเป็นพวก techy มากๆ น่าจะชอบอ่าน Fast Company มากที่สุด นิตยสารพวกนี้ล้วนมีส่วนที่ overlapsed กันอยู่ แต่ว่าไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

คนอ่าน Monocle จะเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ แม้ว่าจะชื่นชอบสโลไลฟ์ก็ตาม เพราะว่าเมืองใหญ่มี infrastructure ที่พร้อม ทำให้เกิดชีวิตดีดี๊ได้ง่ายกว่า พวกเขาจึงไม่ใช่แนวโฆษณาอีซูสุ ที่อยากไปทำไร่ที่ชนบท เพียงแต่เมืองที่พวกเขาจะอยู่ต้องเป็นเมืองที่มีสีสัน มีชีวิตชีวา มีความดิบ มีปฏิสัมพันธ์ของผู้คน และมีสถานที่เชิงวัฒนธรรมเยอะๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เมืองอะไรก็ได้

แล้ววิถีชีวิตในอุดมคติของคุณล่ะ เหมือนหรือต่างจากนี้อย่างไร?

Share

2 thoughts on “ถอดรหัสนิตยสาร Monocle”

  1. เป็นแง่มุมที่น่าคิด น่าติดตามครับ

  2. ผมพบอย่างนึงว่า กทม.ไม่ใช่เมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตผมได้เลย เพราะมีแต่วัฒนธรรมตามแบบแผน (วัดวา) มีที่สำหรับศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัยน้อยมาก (ในจำนวนนั้นคือ มิวเซียมสยาม หอศิลป์) อยากไปเดินมิวเซียมก็มีน้อย ไปลำบาก รถไฟฟ้าไม่ผ่าน ขากลับรถติดอีก สุดท้ายจึงจบลงด้วยการเดินห้างครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *